ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘บทความ’

ประวัติความเป็นมาของปลาแฟนซีคาร์ฟ

ปลาแฟนซีคาร์พ (Fanct Carp) เป็นชื่อทีใช้เรียกปลาในสกุล (GENUS) เดียวกันกับปลาใน (crucian Carp) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า cyprinus carpio linn

——————————————————————————–

เป็นปลาน้ำจืดที่มีแหล่งดั้งเดิมอยู่ในบริเวณประเทศอิหร่านในปัจจุบัน เป็นปลาที่สามารถปรับตัวดำรงชีวิตอยู่ในแหล่งน้ำ จืดที่มีอุณหภูมิที่แตกต่างกันได้มาก แม้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นถึงขนาดมีหิมะปกคลุมหรือสภาพอากาศร้อนปลาชนิดนี้ก็าสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศได้ จึงแพร่ขยายพันธุ์ออกไปได้ทั่วโลก

ในยุคต้นๆชาวจีนนับเป็นชนชาติแรกที่รู้จักปลาไนซึ่งเป็นต้นตระักูลของปลาแฟนซีคาร์ฟมาเลี้ยงไว้เพื่อบริโภคเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2,000 ปีล่วงมาแล้ว โดยชาวจีนเรียกปลาไนว่า หลีจื้อ หรือ หลีโกวง ปลาไนน่าจะมีอิทธิพลต่อชาวจีนเป็นอันมาก ซึ่งจะพบหลักฐานอันเก่าแก่ที่สุดของปลาไนปรากฏในภาพเขียนของจีนสมัยราชวงศ์์โจว

เดิมทีปลาไนตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีเพียงสีดำ สีเทาดำ หรือสีน้ำตาลดำเท่านั้นเมื่อราวปี พ.ศ. 808 -859 ปรากฏว่ามีปลาไนบางตัวกลายพันธุ์เป็นสีส้ม ชาวจีนจึงนิยมนำมาเลี้ยงเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อชมความสวยงามจนเป็นที่แพร่หลายต่อมาราวศตวรรษที่ 18 ที่เมืองโอจิยา(Ojiya) ซึ่งอยู่ในจังหวัดนิกาตะ(Neigate) ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นในเมืองนี้ได้นำปลาไนมาเลี้ยงไว้ในบ้านเพื่อประกอบเป็นอาหาร เนื่องจากชาวญุ่ปุ่นกลุ่มหนึ่ง ที่มีอาชีพทำนาตามภูเขาสูงในชนบท ซึ่งมีการคมนาคมที่ไม่สะดวกในยามที่มีหิมะตกชาวญี่ปุ่นไม่สามารถเดินทางออกนอกบ้านไปทำมาหากินได้ หลังจากที่มีการเพาะขยายพันธุ์มาหลายชั่วอายุุปลาจึงทำให้เกิดการผ่าเหล่า(Mutation)กลายพันธุ์เป็นปลาไนสีแดง ทำให้ชาวญี่ปุ่นในเมืองนี้สนใจปลาชนิดนี้มากขึ้น การเพาะขยาย
พันธุ์ปลาชนิดนี้ค่อยๆขยายตัวแพร่หลายเพิ่มมากขึ้นในปี ค.ศ. 1870

สายพันธุ์ โคฮากุ (Kohaku)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์ไทโชซันโชกุ (Taisho Sanshoku / Taisho Sanke)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์โชวา ซันโชกุ /ซันเก้ (Showa Sanshoku / Showa Sanke)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์เบคโกะ (Bekko)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์อุจึริโมโนะ (Utsurimono)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์อาซากิ (Asagi)

สายพันุ์ปลาคาร์พ พันธุ์ซูซุย (Shusui)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์โกโระโมะ (Koromo)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์โงชิกิ (Goshiki)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ สายพันธุ์ฮิการิ มูจิโมโนะ (Hikari muji mono)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์ฮิการิโมโยโมโนะ (Hikari moyomono)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์ฮิการิ อุจึริโมโนะ (Hikari Utsurimono)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์ตันโจ (Tancho)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์คาวาริโมโนะ (Kawarimono)

สายพันธุ์ปลาคาร์พ พันธุ์คินกินริน (Kinginri)

โรคปลาคาร์พที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ

ความเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาจมีสาเหตุมาจากคุณภาพน้ำไม่ดี สารอาหารไม่เพียงพอ ดูแลไม่ดี หรือไม่ก็การควบคุมทางพันธุกรรมไม่ดี สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถถ่ายโอนไปสู่ตัวอื่นได้
เช่น

——————————————————————————–

ท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อย
ปลา Koi ทีท้องผูกหรือทุกข์ทรมานจากอาหารไม่ย่อยมักจะไม่คล่องแคล่ว นอนอยู่ที่ก้นบ่อ และท้องบวม สาเหตุมาจากการให้อาหารไม่สมดุล อาหารไม่ถูกกับปลา หรือให้อาหารมากเกิน ต้องเปลี่ยนอาหารใหม่ จะเติมเกลือแมกนีเซียมซัลเฟต 1 ช้อนชาต่อน้ำ 5 แกลลอน ในถังพยาบาล ควรลดอาหารปลา 3-5 วันจนกว่ามันจะแข็งแรง ให้อาหารสดหรืออาหารแช่แข็งตลอด 1 สัปดาห์
หลังจากนั้นเอาปลากลับลงบ่อ ควรสังเกตดูปลาให้ดี เพราะอาการเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นอีก

โรคถุงลม
สังเกตจากการที่ปลาว่ายน้ำได้ไม่เต็มที่ โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้ง่าย จากการเสียสมดุลในการว่ายไปข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจหงายท้องเลย โรคนี้เกิดจากท้องผูก การฟกซ้ำในระหว่างสัมผัส การต่อสู้ การผสมพันธุ์หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุมาจากคุณภาพน้ำไม่ดี สิ่งเหล่านี้แก้โดยการรักษาบริเวณทีฟกซ้ำ แต่ปัญหาคือไม่สามารถตรวจดูแผลทั้งหมดได้ ถ้าสงสัยว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็ควรปรับปรุงคุณภาพของน้ำ และรักษาปลาด้วยยาปฏิชีวนะ ถ้าเกิดจากการท้องผูก ควรเปลี่ยนอาหารปลาและสังเกตดูความเปลี่ยนแปลง

เนื้องอก
ก้อนบวม นูน หรือเนื้องอก ดูเหมือนเม็ดพุพอง หรือหูดสามารถเอาเนื้องอกบางจุดออกได้ เนื้องอกบนเซลล์ผิวที่ถูกย้อมสีเป็นอันตรายถึงตาย และสังเกตได้จากก้อนที่หลัง เนื้องอกที่ตับก็ถูกพบในปลา Koi และก่อให้เกิดอาการท้องบวม พอง เนื้องอกทั้งสองชนิดไม่สามารถรักษาได้

ตาโปน
โรคนี้ทำให้ปลาตาโปนจากเบ้าตา และอาการนี้สังเกตได้ง่าย ปลาที่เป็นโรคมักอยู่ในน้ำที่คุณภาพไม่ดีและมีแรงกดดัน การรักษาอาจต้องใช้เวลาหลายวันถ้าจะพัฒนาคุณภาพของน้ำ บางคนบอกว่าควรงดให้อาหารปลา 2-3 วัน จนกว่าบ่อจะได้รับการแก้ไข

โรคปลาคาร์พที่เกิดจากการติดเชื้อ

โรคติดเชื้อการจะเป็นโรคติดเชื้อได้ก็ต่อเมื่อมันมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต รา
ไวรัส และโปรโตซัว และเมื่อมันสามารถแพร่เชื้อไปให้ปลาตัว

——————————————————————————–

การติดเชื้อแบคทีเรีย

โรคบวมน้ำหรือโรคไต
รู้จักกันในชื่อ “pinecone” สังเกตได้จากท้องบวมและเกล็ดหลุด โรคนี้เป็นสาเหตุให้ตัวบวม เพื่อที่จะสร้างของเหลวในเนื้อเยื่อ โรคบวมน้ำ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Aeromonasc และ Pseudomonas สาเหตุมาจากคุณภาพน้ำไม่ดี หรือไม่ก็ความเข้มข้นของออกซิเจนต่ำ ถ้าโรคบวมน้ำเจริญเต็มที่ ปลา Koiจะอยู่ไม่เกิน 1 สัปดาห์ โรคนี้เหมือนกับโรคท้องผูกและโรคถุงลมปลา ปลาที่รอดชีวิตจากโรคถุงลม มีแนวโน้มว่าจะเป็นอีกครั้ง เพราะว่าโรคนี้ติดต่อได้ง่าย
ทางที่ดีควรย้ายปลาที่เป็นโรคออกไปโรคนี้รักษาไม่หาย ควรย้ายปลาออกมาทันทีและฆ่าทิ้งโดยไม่ให้ทรมาน บางคนคิดจะรักษาให้หายด้วยยาปฏิชีวนะ บางคนแนะว่าให้ผสม Furanance
250 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1แกลลอน อาบให้ปลา ควรอาบภายใน 1 ชั่วโมง และไม่ควรอาบซ้ำเกิน 3 ครั้ง ภายใน 3 วัน ว่ากันว่าปลารับเอาสารนี้ทางผิว ถ้าไม่เลือกใช้วิธีนี้อาจใช้วิธีอาบน้ำเกลือแบบเก่า ถ้าปลาไม่ตอบสนองต่อการรักษาภายใน 2-3 วัน ปลาควรถูกฆ่าทิ้ง

แผลเปื่อย (Furunculos หรือ Ulcer Disease)
การติดเชื้อของแบคทีเรียชนิดนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการ แต่จะแพร่เชื้อไปอย่างรวดเร็ว จะติดเชื้อที่เกล็ดที่ดูเหมือนยเงี่ยง การติดเชื้อนี้แสดงอาการที่รอยกระแทกใต้เกล็ด ต่อมารอยกระแทกจะเริ่มปริออก ทำให้เกิดแผลเปื่อยขณะที่ปลาบางตัวรอดชีวิตจากโรคนี้ รอยแผลเป็นที่เกิดจากการติดเชื้อมักจะสร้างปัญหาสำหรับมันอีก บางทีปลาที่เป็นโรคนี้ควรจะถูกฆ่าทิ้งปลาที่ยังเหลืออยู่ให้รัีกษาด้วยเตตร้าชัยคลินทันที ควรกำจัดอาหารที่เหลือ การรักษาควรใช้เวลา 10 วัน

Ulcers (Hole-in-the Body Disease)
คือโรคติืดเชื้อที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดภายใน และแสดงอาการคือแผลเปื่อยสีแดงขนาดใหญ่ ฝี และสีแดงคล้ำที่ฐานของครีบ เราจะไม่สับสน โรคนี้กับโรคหนอนสมอ เพราะว่าอาการของหนอนสมอจะบวม ในขณะที่โรคนี้จะถูกกินจากภายในการอาบน้ำเกลืออาจจะรุนแรงเกินไป แต่ปลาที่ติดเชื้อควรจะแยกไว้ต่างหากและให้ยารักษาอีกครั้ง ที่ต้องใช้ยา่ปฎิชีวนะ

Mouth Fungus (Columnaris Disease)
มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย Flexibacter และแสดงอาการโดยมีตุ่มขาวๆ โตบริเวณรอบปาก นอกจากนั้นยังพบได้ที่เหงือก หลัง และ ครีบ ถ้าปล่อยปละละเลยโดยไม่รักษา โรคนี้จะลุกลามไปทั่วและปลาก็จะตายควรพาไปพบสัตวแพทย์ แต่ควรแยกปลาและรักษาด้วยน้ำเกลือก่อน บางคน
เริ่มการรักษาด้วย่น้ำเกลือ และต่อด้วยการควบคุมแบคทีเรียที่สำคัญ

โรคครีบติดเชื้อแบคทีเรียหรือหางเน่า
การต่อสู้กันระหว่างปลา อาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ครีบหรือหาง บริืเวณที่เจ็บง่ายต่อการติดเชื้อของแบคทีเรีย และโรคนี้อาจเกิดจากคุณภาพน้ำไม่ดี มันง่ายที่จะป้องกันขณะที่ครีบมีบางส่วนหลุดไปและกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อโรคแสดงอาการรุนแรง ครีบจะค่อยๆ กร่อนไปมียาปฎิชีวนะที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ควรแช่ปลาลงในอ่างที่ผสมเกลือโปแตสเซียม 8 ผลึกต่อน้ำ 3 ส่วน 4 แกลลอนทิ้งไว้ 5 นาที หลังจากนั้นเอาบริเวณที่ิดเชื้อของหางและครีบออก และทาหาง
ด้วย methylene blue หรือยาแดง การรักษานี้ค่อนข้างรุนแรงและควรกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญ

โรคเหงือกติดเชื้อแบคทีเรีย
สาเหตุมาจากแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ โรคนี้เกี่ยวกับการอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก และคุณภาพของน้ำไม่ดี น้ำอุณหภูมิสูงก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้ อาการของโรคคือ ความเสียหายของเส้นใยที่เหงือก เยื่อบุเมือกที่ผิว และนิสัยการหายใจที่ผิวน้ำ อาจแก้ไขได้โดยลดจำนวนประชากรปลาในบ่อและัพัฒนาคุณภาพน้ำ การรักษาแบบแอนตี้แบคทีเรียอาจมีประโยชน์แต่ทางที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคขี้นได้

วัณโรคปลา
สาเหตุมาจากแบคทีเรีย Mycobacteria และเป็นสาเหตุให้เกิดบาดแผลที่เรีกยว่า granuloma ที่อวัยวะภายใน เพราะว่าเนื้องอกอยู่ภายในและไม่แสดงอาการ โรคนี้ ตาจะบวมแดงและช่องท้องก็จะบวม พอง การวินิจฉัยสามารถรับรองก็ต่อเมื่อตรวจภายในหลังปลาตาย ไม่มีการรักษาสำหรับโรคนี้

การติดเชื้อรา (Fungus)
สาเหตุจากเชื้อราในสกุล Saprolegnia ที่มักเป็นอันตรายต่อปลาเขตร้อนเชื้อรานี้จะแสดงอาการไม่ชัดเจน แต่มันจะขาวและง่ายต่อการสังเกตกว่าโรค velvet สาเหตุเบื้องต้นของโรคนี้เกิดจากความเสียหายของเยื่อบุเมือกบนผิวที่เชื้อรามาเกาะและเจริญเติบโต ความบาดเจ็บสภาพแวดล้อม และปรสิตก็สามารถทำลายการป้องกันของเยื่อบุผิวได้การรักษาการทา methylene blue ในบริเวณที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นปลาจะถูกนำไปแช่น้ำเกลือ 10 วัน และอาจต้องไปพบสัตวแพทย์

Body Slim Fungus
โรคนี้สามารถฆ่าปลาได้ภายใน 2 วัน ถ้าไม่รักษาให้ทันเวลาเยื่อบุเมือกที่หุ้มจะเป็นสีขาวและเริ่มหลุดออก เหมือนกับว่าปลากำลังลอกคราบ ครีบจะค่อยๆถูกปกคลุม ท้ายสุดตัวก็ลายแดงด้วยอาการระคายเคียงการอาบน้ำเกลืออุ่นๆ จะเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว เพราะจะช่วยลดการเจริญ
เติบโตของเชื้อรา การไปพบสัตวแพทยเป็นวิธีที่แนะนำใหปฎิบัติ

Branchiomycosis
การติดเชื้อชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อเหงือก ทำให้เกิดการกดระบบหายใจและเลือดออกที่เหงือก บริเวณของเนื้อเยื่อเหงือกที่ตายบ่งชี้ให้เห็นถึงโรคนี้ และที่โชคร้ายคือ ยังไม่มีการรักษาสำหรับโรคนี้ และปลาที่เป็นโรคก็จะตายภายในเวลาไม่กี่วันควรแยกปลาไว้ต่างหาก ถ้า่สงสัยว่าติดเชื้อ branchiomycosis

การติดเชื้อไวรัส

ไวรัสปลาคาร์พ
เชื้อไวรัส KHV (Koi Herpes Virus) เชื้อไวรัสชนิดนี้ จะทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ของปลา จึงทำให้เกิดการติดเชื้อจาก แบคทีเรียได้ง่าย มีตุ่มพุพองเกิดขึ้นที่ตัวปลา โรคนี้ได้ระบาด ครั้งใหญ่ในจังหวัด อิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น การทำให้ปลาคาร์พ ในประเทศญี่ปุ่นตายไปถึง 1,124 ตัน ธุรกิจเลี้ยงปลาคาร์พเสียหายคิดเป็นเงินสูงถึง 280 ล้านเยน เมื่อปี 2546
โรคร้ายสายพันธุ์นี้ เป็นหนึ่งในโรคที่ OIE องค์การระบาดสัตว์ ระหว่างประเทศ สั่งให้ประเทศ สมาชิกควบคุม อย่างเข้มงวด กรมประมงไทย ออกประกาศ สั่งห้ามนำปลาคาร์พจาก ญี่ปุ่นเข้าประเทศไทย เมื่อกลางเดือน พฤศจิกายน 2546 และต่อมาได้มีการยกเลิก คำสั่งห้ามนำเข้าปลาคาร์พ จากญี่ปุ่น ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 เพราะสถานการณ์ดีขึ้น และมีการเฝ้าระวัง แต่การระบาดของโรค KHV ที่เกิดขึ้น เมื่อเดือนที่แล้วและเป็นข่าวที่พบจากฟาร์มปลา ในบ้านเรา อาจมาจากการลักลอบ นำเข้าปลาคาร์พสวยงาม จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเข้ามาประกวด ปลาสายงาม และเชื้อได้แพร่สู่ปลาตัวอื่นๆ ที่เข้าร่วมประกวด ความน่ากลัว ก็ตรงที่มันไม่แสดงอาการ นี่แหลมันจะกลาย เป็นตัวพาหะแพร่ไปสู่ปลาตัวอื่น และรอโอกาสจน เมื่ออุณหภูมิน้ำลดต่ำลง สภาพน้ำผิดปกติ เชื้อจึงกลับมาสร้างปัญหาอีกครั้ง โรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับปลาแฟนซีคาร์พอย่างเดียว ปลาในตระกูล ปลาคาร์พ ปลาไน, ปลาจีน, ปลาตะเพียน, ปลากระโห้, ปลาซ้ง, ปลายี่สก, ปลาหางไหม้, ปลากา ฯลฯ เป็นได้ทั้งนั้น ถ้าเป็นปลาในตระกูล ปลาคาร์พ สามารถป่วยเป็นโรค KHV ได้ทั้งสิ้น

อาการโดยทั่วๆไป
1.เหงือกจะถูกทำลาย ปลาจะขึ้นมาลอยหัวฮุบอากาศ ที่ผิวหน้าน้ำตลอดเวลา
2.ตัวจะเห็นเป็นผื่นแดง เนื่องจากไวรัสได้เข้าไปทำลาย อวัยวะภายใน จนเกิดการตกเลือด
3.จะสังเกตุเห็นก้อนเลือด รวมตัวกันเป็นจ้ำๆ สีแดงคล้ำ จนออกเขียวบริเวณผิวหนังปลา
4.หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม จะเกิดแผลหลุมตามลำตัว และเห็นเป็นขุยสีขาวติดอยู่เป็นจุดๆ
5.ถ้าอากาศเย็น ปลาจะตายภายใน 2-3 วัน อัตราการตาย30-80%

วิธีการการป้องกัน
1. งดการนำปลาใหม่เข้าบ่อ ในช่วงที่มีการระบาด
2. รักษาอุณหภูมิน้ำ ให้สูงเกิน 28 องศาเซลเซียสไว้ตลอดเวลา
3. รักษาความแข็งแรง ของร่างกายปลา เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในปลา โดยการให้ วิตามิน C เสริมในอาหาร
4. ล้างบ่อกรอง อย่างสม่ำเสมอ เดือนละครั้ง เพื่อป้องกันการสะสม ของสารอินทรีย ์ในบ่อจนเป็นสาเหตุ ของการเพิ่มจำนวน ของแบคทีเรีย
5. หากได้มีการ นำปลาใหม่เข้าบ่อในช่วงนี้ให้ใส่ ฟอร์มาลิน 30-40 cc/น้ำ 1 ตัน แช่ทิ้งไว้ตลอด จะสลายตัว ไปเองภายใน 1-2 วัน เพื่อฆ่าเชื้อที่มีอยู่ในน้ำ
6. หากมีการ ทิ้งน้ำจากบ่อเลี้ยง จะต้องนำน้ำนั้นไปพักไว้และใส่ คลอรีนผง 50 กรัม/น้ำ 1 ตัน ทิ้งไว้ 1-2 วันจึงปล่อยทิ้ง เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสแพร่ออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

และเพื่อความไม่ประมาท แต่ไม่ต้องถึงขั้นตื่นตระหนกตกใจจนเกินไป ผู้เลี้ยงปลาคาร์พทั้งหลาย ควรหมั่นใส่ใจ เรื่องความสะอาด ของการเลี้ยงปลา อย่าเคลื่อนย้ายปลานอกพื้นที่เลี้ยง เมื่อพบปลาป่วยเป็นโรคนี้ ปลาตายก็ให้เผาและฝังดิน อย่านำไปทิ้งในแหล่งน้ำสาธารณะ และอย่าทิ้งสะเปะสะปะให้หมาแมวไปกิน อุปกรณ์เลี้ยงปลาคาร์พไม่ว่าจะเป็นสวิง ตาข่าย ควรหมั่นทำความสะอาดฆ่าเชื้อ น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาคาร์พ ก่อนจะปล่อยทิ้งก็ควรฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกัน ไม่ให้เชื้อโรคแพร่ กระจายเป็นวงกว้าง

Carp Pox โรคพุพอง โรคซิฟิลิส
โรคพุพองมักจะเป็นกับปลา koi และปลาในตระกูลใกล้เคียงการติดเชื้อไวรัสนี้ทำให้เกิดเมือกลื่นสีขาวขุ่นและสีชมพูเทา เคลือบบนผิวและครีบปลา ลัีกษณะอาการของโรคนี้ก็คือ มันเกิดขึ้นมาและดูเหมือนจะรุนแรง แต่ต่อมามันก็จะหายไปเอง ควรแยกปลาที่ติดเชื้อออกจนกว่าเมือกนั้นจะหายไป อาจจะกินเวลาประมาณ7-10วัน น้ำที่มีอุณหภูมิสูงจะช่วยให้อาการของโรคหายไป เพราะว่าโรคนี้ไม่ได้คร่าชีวิตปลา

Sping Viremia of Carp
มีลักษณะอาการคือ ตาพอง ผิวและเหงือกเป็นแผล ว่ายน้ำไม่ได้ แลหะท้องบวมโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ Rhabdovirus carpio โรคนี้มีสาเหตุมาจากน้ำอุณหภูมิสูง และมักเกิดกับลูกปลา โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง การกลับมาเป็นไม่มีวิธีการรักษานอกจากปลาที่ติดเชื้อก็ควรย้ายออกจากบ่อ

Lymphocystic
เป็นโรคไวรัสธรรมดาที่สามารถจะวินิจฉัยได้จากการเกิดก้อนเนื้อแข็งขึ้นตามตัวโรคนี้ไม่มีอันตรายถึงตาย แต่ไม่มีทางรักษา มันสามารถกลับมาแสดงอาการอีกและติดต่อได้ง่าย จึงควรต้องย้ายปลาที่ติดเชื้อออกจากบ่ออย่างถาวร

โรคติดเชื้อจากพยาธิ

เห็บปลา
เกิดจากเห็บปลา fish louse หรือ Argulus sp. จัดอยู่ในไฟลัมอาร์โธรโปด้าฃั้นครัสเตเซียน เห็บปลามีขนาดประมาณ 5-10 มิลลิเมตร มองเห็นด้วยตาเปล่าตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ลำตัวมีสีเขียวปนเหลือง หรือน้ำตาล ตัวกลมแบนด้านหลังโค้งมน ลำตัวเป็นปล้องเชื่อมติดกัน ส่วนของปากเจริญมากและเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะสำหรับดูดเกาะมีตารวม 2 ตา ระหว่างตารวมมีตาเดี่ยว 1 ตาระหว่างตาทั้ง 3 มีงวงขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็นอวัยวะสำหรับเกาะตัวปลามีปาก
อยู่หลังงวง ท่อทางเดินอาหารสั้น แต่มีสาขาแยกออกไปมาก มีขา 6 คู่คู่ที่ 1-4 เห็นได้ชัด ขาคู่ที่ 5 และ 6 หายไป ส่วนหางยื่นออกไปเป็น 2 แฉก อวัยวะสืบพันธุ์อยู่บริเวณหาง ตัวผู้มีอัณฑะใหญ่ 2 อัน ตัวเมียมีอวัยวะสำหรับรับน้ำเชื้อ1 คู่ รังไข่อยู่บริเวณกลางลำตัว ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะอยู่ในท่อนำไข่บริเวณกลางลำตัว เห็บปลาวางไข่บนก้อนหินเรือวัตถุแข็งๆในน้ำ ไข่ฟักออกเป็น
ตัวภายใน 9-15 วันตัวอ่อนว่ายน้ำเป็นอิสระอยู่ประมาณ 20-24 ชั่วโมง แล้วจะเข้าเกาะปลา ถ้าไม่สามารถเข้าเกาะปลาได้ภายใน 24 ชั่วโมงจะตาย เมื่อเข้าเกาะปลาแล้ว 3-5 วัน จะลอกคราบครั้งแรก ลอกคราบทั้งหมดประมาณ 6ครั้งจึงกลายเป็นตัวเต็มวัย ตัวเมียเมื่อวางไข่แล้วจะตายส่วนใหญ่เกาะอยู่ตามผิวลำตัวเหงือกหัวและครีบของปลา กินเซลผิวหนังเป็นอาหารสามารถย้าตำแหน่งการเกาะได้ ทำให้ผิวหนังของปลาเป็นแผล มักพบเกิดกับปลาทีมีเกล็ดเช่น ปลาช่อน แรด นิล ไนตะเพียน เป็นต้น ในปลาที่มีการติดโรคนี้เป็นเวลานาน ปลาจะว่ายน้ำอย่างกระวนกระวาย โดยถูกับวัสดุหรือผนังตู้บริเวณที่ถูกเห็บปลาเกาะจะเกิดแผล ทำให้ตกเลือดบริเวณผิวหนังทั่วไปเห็บปลาที่พบในประเทศไทยได้แก่ Argulusfoliacieus A. indicus A.siamensis

การป้องกันและรักษา
1. แช่ปลาที่มีพยาธินี้ในสารละลายยาฆ่าแมลงจำพวกดิพเทอเร็กซ์ ในอัตราส่วน0.5-0.75 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง
2. แช่ปลาในสารละลายด่างทับทิม (โปแตสเซียมเปอแมงกาเนต) ในอัตราส่วน1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร นานประมาณ 15-30 นาที แล้วจึงจะย้ายปลาไปใส่ในน้ำสะอาด
3.กำจัดเห็บปลาออกโดยการจับออกด้วยปากคีบ หากพยาธิชนิดนี้เกาะแน่นเกินไปให้หยดน้ำเกลือเข้มข้นประมาณ 1-2 หยด ลงบนตัวพยาธิแล้วจึงใช้ปากคีบดึงออก พยาธิจะหลุดออกโดยง่าย
4. การกำจัดเห็บปลาที่เกิดขึ้นในบ่อ ทำได้โดยการตากบ่อให้แห้งแล้วโรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ
5.ควรพักปลาที่ขนส่งมาใหม่ในน้ำสะอาด แยกบริเวณจากปลาที่เลี้ยงอยู่เดิม เพื่อ
ให้แน่ใจว่าไม่มีเห็บปลาติดมาด้วย

หนอนสมอ
มักเกาะติดที่ผิวหนังปลา มีหลายๆ สายพันธุ์ของพยาธิชนิดนี้ตัวเมียจะมีหัวคล้ายสมอฝังอยู่ในตัวของโฮสท์ ปลามักจะถูตัวเพื่อครูดเอาพยาธิออก หนอนชนิดนี้คล้ายกับเห็บปลาที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองและเลือดไหลตรงที่พวกมันเกาะและส่วนที่ยื่นออกมาคือ หนอนสีขาว

การรักษาหนอนสมอ
การแยกปลาออกจากบ่อ และการใช้คีมคีบหนีบออก ต้องทำตามคำแนะนำที่มาพร้อมยาที่คุณซื้ออย่างเคร่งครัด

วิธีที่จะเอาหนอนออก
โดยวางผ้าเปียกในมือของคุณ จับปลาในมือที่ถือผ้าควรแน่ใจว่าวางตำแหน่งถูกต้องแล้ว โดยให้หนอนตรงกับตัวคุณ ใช้คีมคีบหนีบไปให้ใกล้กับแผลเท่าที่จะทำได้ แต่ให้โดนเฉพาะที่ตัวหนอน ดูให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้หนีบเนื้อส่วนใดของปลา และต้องระวังไม่ให้ตัวหนอนขาด วิธีนี้ค่อนข้าง
อันตรายและต้องใช้ความระวังอย่างที่สุด ใช้ยาปฏิชีวนะก็ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและควรปรึกษาพ่อค้าปลาในการรักษาด้วยวิธีนี้

ปลิง
ปลิงเป็นปรสิตที่มักพบที่ผิวหรือเกล็ดปลา ไม่มีปลิงที่เราจะเห็นมันอยู่โดดๆที่ทะเลสาบหรือบ่อน้ำ พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายหนอนพยาธิที่เกาะกินเลือดกินเนื้อ ต้องเอามันออกจากตัวปลาให้เร็วที่สุด แต่ไม่ให้ใช้คีมคีบหนีบ เพราะปลิงพวกนี้แข็งแรงและอาจสร้างแผลให้แก่ปลา

การแช่น้ำเกลือด้วยส่วนผสมเกลือ 8 ช้อนชาต่อน้ำ 1 แกลลอน การแช่น้ำเกลือดูเหมือนว่าเพียงพอแล้ว นำปลาใส่ไม่เกิน 10 นาที สามารถใช้คีมคีบหนีบปลิงออกได้อย่างง่ายดาย ปลิงและไข่ของมันอาจติดมากับบ่อได้จากพืชต้นใหม่ จึงควรแยกพืชไว้ในถังกักก่อนที่จะนำมาลงบ่อ

Flukes-skin and gill (Dactylogyrus)
ปลา Koi ที่อ่อนแอจะตกเป็นเหยื่อของ flukes ก่อนที่จะติดเชื้อใดๆ gill flukesคือพยาธิตัวแบนที่ง่ายต่อการป้องกัน สาเหตุให้เหงือกบวมและแดง และเป็นสาเหตุให้ปลาขึ้นมารับอากาศที่ผิวน้ำ บางครั้งของเหลวคล้ายหนองจะไหลออกมาจากเหงือก fluke เป็นปรสิตที่เล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อาศัยอยู่ในเหงือก เช่นสีจางถูตัว และหายใจหอบ skin fluke (Gyrodactylus) เป็น
สาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการบวมเฉพาะที่ เมือกออกมากเกินและเป็นแผล

การรักษา
ควรจะอาบยาฆ่าเชื้อ เอาปลาใส่ลงในน้ำ 1 แกลลอน เติมยาฆ่าเชื้อลงไป 15 หยดทุกๆนาที จนครบ 10 นาที หลังจากนั้น ย้ายปลาไปไว้ที่ถังพยาบาลทำตามวิธีข้างต้นไปอีก 3 วัน ต้องไม่ใส่เยอะเกิน ยาฆ่าเชื้อจะฆ่าปลาได้

โรคอิ๊คหรือโรคจุดขาว
จะมีจุดขาว เม็ดเล็กๆ ปรากฏขึ้นตามตัว เป็นปรสิต lchthyophthirius เป็นชนิดธรรมดาที่เราเห็นทั่วไป แต่ไม่ควรให้มีจุดขาว เกิดกับปลาแม้แต่น้อยเพราะมันสามารถฆ่าปลาได้ถ้ามีเวลาพอ
การรักษายารักษาโรคนี้มีขายตามท้องตลาด ผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจควรลองโดยการแช่น้ำเกลือในถังกัก 10 วัน จำเป็นที่ต้องฆ่าเชื้อนี้ก่อนที่มันจะมีโอกาสแพร่ไปทั่วประชากรปลาอื่นๆ

Velvet
ปรสิตนี้คือ Oodinium เป็นสาเหตุให้เกิดปุยนิ่มสีทองปกคลุมที่ตัวและครีบปลาในปลา koi สีส้ม บางครั้ง เราอาจตรวจไม่พบโรคนี้ในครั้งแรกที่ดู การไปพบสัตวแพทย์เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับโรคนี้ บางคนใช้ malachite greenหรือวิธีการเช่นน้ำเกลือแบบเก่า 10 วัน

Hole-in-the-Head Disease
โรคนี้มีสาเหตุมาจากปรสิต Hexamita เป็นปรสิตที่อยู่ภายในปลา koi ที่ไม่แข็งแรง ที่มีสาเหตุมาจากความกดดัน อายุ หรือคุณภาพน้ำไม่ดี มีโอกาสติดโรคนี้ได้ง่าย อาการคือ อุจจาระเป็นสีขาว เหนียว รูขุมขนที่เกี่ยวกับความรู้สึกเป็นหนองและมีขนาดใหญ่ขึ้น อาการอื่นรวมไปถึงการถูกทำลายของผิวและกล้ามเนื้อ ซึ่งค่อยๆขยายไปถึงกระดูกและกะโหลกศรีษะย้ายปลาไว้ในถังกัก เปลี่ยนน่ำเป็นประจำก็เพียงพอที่จะช่วยรักษษปลา เพิ่มสารอาหารด้วยวิตามินซี ก็จะช่วยให้ปลามีอาการดีขึ้นด้วยยา metronidazole 50 มิลลิกรัมต่อน้ำทุกๆแกลลอน ใช้อาบก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ควรใช้วิธีนี้ซ้ำในอีก 3 วันต่อมา

การให้อาหารลูกปลาและการคัดลูกปลาออก

การที่ลูกปลาจะสมบูรณ์นั้นขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของตัวผู้เลี้ยงเป็นสำคัญไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินของลูกปลาและสถานที่เลี้ยงนั้นคับแคบหรือแออัดหรือไม่

——————————————————————————–

การให้อาหารลูกปลา
อาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกปลาคือ สัตว์น้ำที่เล็กมาก เช่น ไรข้ำเค็ม (อาร์ทีเมีย)ที่เพิ่มฟักตัว ลูกปลายังสามารถกินอาหารแห้งที่เป็นชิ้นเล็กๆ ได้ เช่น นมผงไข่แดงต้มสุก และสาหร่าย พวกมันจะกินได้เรื่อยๆ ดังนั้นจะเป็นที่จะต้องให้อาหารมันตลอดทั้งวัน เมื่อมันโตขึ้นควรเพิ่มขนาดของอาหาร โดยดูจากขนาดของปลาตัวที่เล็กที่สุดในบ่อ 3-4 สัปดาห์ ปลาจะยาวประมาณ 0.2-0.4 นิ้ว
ถ้าลูกปลาฟักตัวในถังที่มีขนาดเล็ก ลูกปลาจะฟักตัวจากถุงไข่ที่ติดตัว (yolk sacs) และถุงนี้จะเป็นอาหารในช่วง2-3 วันแรกของการฟักตัว หลังจากนั้นจะต้องให้อาหารลูกปลาด้วยอาหารแห้ง
ขนาดเล็กจำนวนเล็กน้อย ลูกปลาต้องการอาหารบ่อย ถ้าคิดที่จะเป็นคนให้อาหารลูกปลาเอง คุณต้องเตรียมตัวอยู่บ้านกับลูกปลาต้องดูแลเอาเศษอาหารและขยะอื่นๆ ออกจากบ่อเพาะพันธุ์อยู่เรื่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำสกปรก ซึ่งทำได้โดยการถ่ายน้ำโดยใช้ท่อดูดได้นานเท่าที่คุณหลีก
เลี่ยงการที่จะย้ายลูกปลาออก การที่จะควบคุมการเพิ่มของแอมโมเนียมและเกลือ ต้องเติมน้ำจืดเป็นบางส่วนลงบ่อ อย่าลังเลที่จะใช้อุปกรณ์ทดสอบค่าpH และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำในบ่อฟักตัว

การคัดลูกปลาออก
ลูกปลาจะโตอย่างรวดเร็วและจำได้ลูกปลาหลายพันตัวจากการผสมพันธุ์ครั้งหนึ่ง ในเดือนแรกควรเริ่มคัดลูกปลาออก ซึ่งจะช่วยลดจำนวนปลาที่จะนำมาจัดลำดับ ทำให้สามารถเลือกปลาที่มีคุณภาพดีที่สุด คนเลี้ยงปลามืออาชีพมักจะคัดปลาออกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ขั้นแรกต้องเอาปลาที่พิการหรืออ่อนแอออกจากกลุ่ม หลังจากนั้นก็คัดออกโดยเลือกจากสีและลวดลาย
เหลือไว้เฉพาะตัวอย่างที่ดี3-4 เดือนแรกของการเพิ่มขึ้นของปลา ต้องเข้มงวดเรื่องการให้อาหารและการคัดปลาออก จนกว่าจะได้ตัวที่มีคุณภาพสูงและยาวหลายนิ้ว หลักการคัดปลาออกขึ้นอยู่กับความคิดส่วนตัวเกี่ยวกับ สี รูปร่างและขนาดของปลาต้องเพิ่มขนาดของบ่อที่ใช้เลี้ยงปลาในขณะที่พวกมันค่อยๆโตขึ้น สามารถนำปลาที่ยังไม่โตเต็มที่ที่ยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ไปไว้ในบ่อได้ แต่เรื่องการคัดปลาเป็นเรื่องยากสักหน่อย

ขณะที่ปลา koi เริ่มโตขึ้นพวกมันต้องการอาหารน้อยลง เมื่ออายุ 1 เดือน ปลาkoi ต้องการอาหารคิเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และควรจะให้ทีละน้อยแต่ค่อนข้างบ่อย เมื่อมันโตขึ้นอีก ลดอาหารให้เลหือ 2 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ต้งอเลือกอาหารให้มีขนาดเหมาะสมกับตัวที่เล็กที่สุดในบ่อ จะสังเกตเห็นไดว่าปลา Koi ที่โตเร็วที่สุดมักจะไม่สวยและหน้าตาจะคล้าย
กับปลาคาร์พทั่วไป มันเป็นอย่างนี้เพราะว่าปลา Koi จะสวยกว่าตั้งแต่เกิดและปลา Koi ก็ไม่มีความทนทานเท่าปลาคาร์พในธรรมชาติ

สอนการเลี้ยง สายพันธุ์ และการเลือกซื้อ ปลาคาร์พ Breeding Strains and buying carp

OGATA KOI FARM

OGATA  KOI  FARM ฟาร์มที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งเมืองฟูกูโอกะ  เป็นฟาร์มที่ผลิตปลาวาไรตี้หลากหลาย  แต่ปลาที่สร้างชื่อมากให้กับฟาร์มโอกาตะคือ อาซากิ,ซูซุย   เป็นที่ยอมรับของนักเลี้ยงชาวญี่ปุ่น  ถึงกับมีคำกล่าวว่า  ปลาประเภทอื่นเลี้ยงของฟาร์มไหนก็ได้  แต่ถ้าเป็นอาซากิ,ซูซุย ต้องโอกาตะเท่านั้นไหนด้วยความมีเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัว  โดยเฉพาะซูซุย ที่มีเกล็ดสันหลังขนาดใหญ่  เรียงตัวเป็นระเบียบ  สีเข้มคมจัดชัดเจน  ผนวกกับโทนสีส้มอันเป็นลักษณะคงเดิมไว้ซึ่งสีของซูซุยแท้ๆ ดั้งเดิม  จึงกล่าวได้ว่าเป็นซูซุยชั้นเยี่ยมยากที่จะหาซูซุยจากที่ไหนมาเทียบเคียงและได้กลายไปเป็นปลาที่หลายฟาร์มนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์คุณวิโรจน์  รัตนเรืองยศ ประธานกรรมการของ วี คาร์พ อิมพอร์ต ฟาร์ม   เป็นผู้ที่เห็นคุณค่าของปลาจากฟาร์มโอกาตะ   จึงได้นำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ  เพื่อให้นักเลี้ยงชาวไทยได้มีโอกาสสัมผัสกับปลาคุณภาพดี  ในราคาย่อมเยาว์  กับการบริการที่เป็นกันเอง  ราคาต่อรองได้  มีลดมีแถม เป็นที่ประทับใจและครองใจนักนักเลี้ยงบ้านเรามาเนิ่นนานนับตั้งแต่เริ่มเปิดฟาร์มจวบจนทุกวันนี้- คุณวิโรจน์เลี้ยงปลาคาร์พมานานกี่ปีแล้วครับ?คุณวิโรจน์ – ก่อนที่จะมาทำฟาร์มวีคาร์พ  ผมเลี้ยงปลามาน่าจะสักประมาณ 5-6 ปี ครับ- ก่อนหน้ามาทำฟาร์มวีคาร์พ  คุณวิโรจน์  ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรครับ?คุณวิโรจน์ – ธุรกิจหลักของผมคือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับท่อพีวีซีชื่อบริษัท วิโรจน์ ไพพ์  เป็นโรงงานผลิตและขายส่ง- ทำไมถึงสนใจเลี้ยงปลาคาร์พ?คุณวิโรจน์ – ปลาคาร์พเป็นปลาที่สวยงาม  มีลวดลายสีสันไม่ซ้ำแบบกัน   มีความหลากหลาย   แบ่งย่อยได้อีกสิบกว่าประเภทเป็นปลาที่มีสีสันลวดลายสวยงามที่สุดแล้ว   ในบรรดาปลาสวยงามทั้งหมด   มันมีเสน่ห์ที่ใครเห็นแล้วก็อยากเลี้ยง  ช่วยคลายเครียดหลังจากเลิกได้เป็นอย่างดี  ดูแล้วเพลินตาอีกอย่างมันเลี้ยงง่าย  เชื่อง สามารถฝึกให้กินอาหารกับมือได้ไม่มีปัญหาจุกจิก  ถ้าถ้าทำบ่อเลี้ยงให้ถูกระบบ  มีระบบบ่อกรอง- ช่วงนั้นเลี้ยงไว้เยอะไหมครับ?คุณวิโรจน์ – เยอะมาก ประมาณร้อยยกว่าตัวเห็นจะได้  เลี้ยงเยอะไปเมื่อเทียบกับขนาดบ่อ   บ่อผมขนาดแค่ 3 เมตร   ยาว 5เมตร  ลึกเพียง 70 ซ.ม. ผมต้องแก้ปัญหาโดยการเพิ่มอ็อกซิเจนลงไปในบ่ออย่างมาก  ถ้าอ็อกซิเจนไม่เพียงพอปลาจะเหงือกบานต้องระวังให้ดี- สมัยนั้นคุณวิโรจน์ศึกษาเรื่องปลาคาร์พจากที่ใดครับ?คุณวิโรจน์ – ตอนนั้นเลี้ยงแบบไม่ได้ศึกษาอะไร  เลี้ยงตามมีตามเกิด  เลี้ยงเอาไว้ดูเพลิดเพลินผ่อนคลายหลังจากเลิกงานเท่านั้นเอง  ผมยังไม่ได้คิดจะทำธุรกิจปลาคาร์พแต่อย่างใด- ในสมัยนั้นมีคนเลี้ยงปลาคาร์พมากไหมครับ?คุณวิโรจน์ – ผมว่าสมัยนี้มีคนเลี้ยงมากกว่านะ อาจเป็นเพราะว่ามีฟาร์มนำเข้าปลาคุณภาพดีจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น  มีปลาสวยๆให้เลือกซื้อเลือกเลี้ยงมากขึ้น  ราคาก็ไม่แพงเหมือนแต่ก่อน- วงการปลาคาร์พในสมัยนั้นเหมือนปัจจุบันไหม?คุณวิโรจน์ – เงียบเหงาซบเซามาก   ไม่คึกคักเหมือนทุกวันนี้ค่านิยมในการเลี้ยงปลาคาร์พแทบจะไม่มีเลยในช่วงนั้น  คนเคยเลี้ยงแล้วเลิกเลี้ยงไปก็เยอะ  ปลาคาร์พแทบจะหลุดไปจากอันดับปลาสวยงามสมัยก่อนต่างคนต่างเลี้ยงไม่มีการจับกลุ่มเหมือนทุกวันนี้  วงการปลาคาร์พจะคึกคักหรือไม่ผมว่าส่วนหนึ่งมาจากสภาพเศรฐกิจของช่วงนั้นๆ ด้วย   ต้องยอมรับว่าเมื่อเทียบกับปลาสวยงามด้วยกัน  ปลาคาร์พมีต้นทุนในการเลี้ยงสูงกว่าปลาอื่นมาก- ด้วยเหตุใดจึงตัดสินใจมาทำฟาร์มครับ?คุณวิโรจน์ – เริ่มต้นจากการเลี้ยงเล่นเพื่อผ่อนคลาย   แต่เกิดพัวพันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  จากซื้อเขาเลี้ยงก็อยากจะไปซื้อที่ญี่ปุ่นด้วยตัวเอง   แต่เดินทางไปซื้อถึงญี่ปุ่นทั้งทีจะซื้อแค่ตัวสองตัวคงไม่คุ้ม  ในใจผมอยากซื้อสักพันตัว  เอามาเลี้ยงดูตัวไหนสวยก็จะเก็บเอาไว้สักสิบตัว  ทีนี้ปลาที่เหลือจะเอาไปปล่อยที่ไหนล่ะเลยคิดว่าเปิดฟาร์มเล็กๆ ขายไปเลยดีกว่า   ไหนๆ ก็มีใจรักแล้วตัดสินใจทำผมไม่ได้นึกถึงกำไรเลยนะ เพราะผมมองออกแต่แรกเริ่มแล้วว่ามันลงทุนเยอะ  โอกาสคืนทุนยาก โอกาสขาดทุนห้าสิบห้าสิบเลยทีเดียว    แต่ตัดสินใจทำเพราะว่าอยากสนุกกับมันมากกว่า  คิดเสียว่าใจรักก็แล้วกัน ใจลึกๆ หวังว่าแค่เสมอตัวไม่ขาดทุนก็พอใจแล้วตอนเริ่มตัดสินใจทำ  ยังมีปัญหาหลายอย่างที่ไม่เข้าใจ  ไม่รู้ไม่รู้เลยว่าซื้อขายกันอย่างไร  ต้องตั้งราคาสักเท่าใดถึงจะดูแล้วไม่แพงเกินไป  เปิดแบบที่ว่าเปิดๆ ไปก่อนแล้วกันอย่างอื่นเอาไว้ว่ากันที่หลัง-  เริ่มต้นทำฟาร์มเมื่อใดครับ?คุณวิโรจน์ – ฟาร์มเริ่มก่อสร้างมาเมื่อ พ.ศ.2542  แต่เริ่มนำปลาเข้ามาขายต้นปี  2543- เหตุใดเลือกทำเลที่รามอินทราเปิดฟาร์มครับ?คุณวิโรจน์ – ธุรกิจท่อพีวีซีของของผมตั้งอยู่ที่นี่และที่ดินผืนนี้มันว่างเปล่าอยู่   ตอนแรกตั้งใจจะทำธุรกิจด้านอื่น   แต่เห็นว่ามันว่างอยู่เลยย้ายบ่อที่บ้านมาไว้ที่นี่  สร้างไว้สองบ่อเพราะว่ามีปลาอยู่ร้อยกว่าตัวบ่อเดียวปลามันจะแน่นเกินไปพอสร้างเสร็จเลยคิดจะขายด้วย  แต่ยังไม่คิดขายแบบจริงจังอยากขายเพราะว่าปลามันเยอะ  แต่ยังอยากได้ปลาใหม่ๆ เข้ามาหมุนเวียน  ขายของเก่าออกไปแล้วซื้อเข้ามาใหม่น่าจะดี   ไม่ได้คิดถึงเรื่องกำไรอะไรเลยสักนิด   แค่ขายที่มีอยู่แล้วได้ปลาสวยๆตัวใหม่เข้ามาแค่นี้ก็พอใจแล้ว- เหตุผลที่คุณวิโรจน์เลือกเป็นดีลเล่อร์ของฟาร์มโอกาตะ?คุณวิโรจน์ – ครั้งแรกที่เดินทางไปซื้อปลาที่ญี่ปุ่น   ผมไปหลายฟาร์มแต่เผอิญว่ามันไปเจอฟาร์มที่ต้องซื้อขายผ่านดีเลอร์ (นายหน้า) เสียเป็นส่วนใหญ่  ฟาร์มปลาคาร์พใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่นมักจะนิยมซื้อขายแบบผ่านดีลเล่อร์   ทำให้โอกาสที่จะได้คัดเลือกปลาดีคัดเลือกได้โดยตรงมีข้อจำกัด   บางฟาร์มก็จำกัดว่าต้องซื้อแบบเหมาเป็นบ่อจำนวนมากไม่สามมารถคัดเลือกเป็นตัวๆ ได้   บางฟาร์มก็ไม่ได้ผลิตปลาเองไปคัดเลือกจากหลายๆที่มารวมไว้ขายอีกทีแต่โอกาตะฟาร์มเป็นฟาร์มที่เพาะเลี้ยงเอง   มีพ่อแม่พันธุ์เป็นของตัวเอง   เป็นฟาร์มที่เป็นบรีดเดอร์ ( Breeder ) โดยตรงเป็นฟาร์มที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น ถ้าใครที่ติดตามข้อมูลข่าวสารของวงการปลาคาร์พญี่ปุ่นก็จะรู้ว่า   ปลาโอกาตะไม่ได้ด้อยไปกว่าฟาร์มใดซึ่งดูได้จากรางวัลจากการประกวดในประกวดปลาคาร์พระดับ  All Japan Koi Show   ปลาของโอกาตะกวาดรางวัลมาเยอะแยะ   ตรงนี้เป็นอะไรที่การันตีเรื่องคุณภาพได้อย่างดีอยู่แล้วเมื่อผมเดินทางไปที่โอกาตะแรกเห็นปลาของที่นี่รู้สึกชอบโดยส่วนตัวทันทีนึกอยากจะนำปลาของเขามาขาย เลยตัดสินใจถามมิสเตอร์มานาบู  โอกาตะ  ว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้าผมอยากจะเป็นดีลเล่อร์โดยตรงของฟาร์มคุณ  เขาก็เชิญเข้าไปพูดคุยถึงรายระเอียดและถามถึงความตั้งใจจริงของเรา   และสุดท้ายก็ตัดสินใจให้เราเป็นดีลเล่อร์  ถือว่าเป็นโชคดี- ประวัติความเป็นมาของโอกาตะ?คุณวิโรจน์ – มิสเตอร์มานาบู  ผู้เป็นเจ้าของฟาร์มเริ่มต้นเข้าสู่วงการปลาคาร์พจากการเป็นนักเลี้ยงทั่วไป เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีมาแล้ว  ได้ผันตัวมาทำฟาร์มเพราะลองเพาะพันธุ์ปลาที่เลี้ยงไว้  แล้วได้ผลดีเลยผลิตขายปลาที่เพาะได้เมื่อส่งเข้าประกวดก็ได้รางวัลมาตลอด เป็นที่ยอมรับของนักเลี้ยงทั่วไป   จากฟาร์มเล็กๆ ในวันนั้น  ปัจจุบันโอกาตะฟาร์มก้าวกระโดไปไกล  ถ้าจัดอันดับฟาร์มใหญ่ของญี่ปุ่น  โอกาตะต้องเป็นหนึ่งในสิบ- จุดเด่นของการนำเข้าปลาจากโอกาตะ  ในแง่ธุรกิจ?คุณวิโรจน์ – ฟาร์มอื่นๆ ที่ผมเข้าไปสัมผัส   ผมรู้ด้วยความสึกว่าเขาไม่อยากให้เราคัดปลามาขายเป็นตัวๆ  อยากให้เราซื้อแบบเหมาๆ เป็นบ่อๆ ปลาดีบ้างไม่ดีบ้างรวมๆ กันฟังดูเหมือนแฟร์ๆ แต่ในความเป็นจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น มันมีปัญหาคือถ้าปลาสวยแน่นอนว่าขายได้หมด แต่ปลาไม่สวยล่ะทำอย่างไรมันจะเป็นปลาค้างบ่อสร้างปัญหาให้กับฟาร์ม  ยิ่งมีปลาไม่สวยค้างอยู่ในฟาร์มมากๆ ยิ่งทำให้ฟาร์มดูแย่  ลูกค้าไม่ไม่เชื่อถือถ้าให้เหมาเป็นบ่อเจ้าของฟาร์มยังไม่กล้ารับประกันเลยว่ามีปลาสวยกี่ตัว  เป็นปลาไม่สวยสักห้าสิบเปอร์เซ็นต์แค่นี้ก็แย่แล้วที่โอกาตะฟาร์มเขาเปิดโอกาสให้คัดเลือกปลาได้ทุกตัว ไม่สวยสวยไม่ต้องซื้อ  ตักขึ้นมาทีละกระชอนเลือกเอาตามสบาย  สวยไม่สวยอยู่ที่การเลือกของเราเองแล้วโทษใครไม่ได้    ราคาก็ว่าว่าไปตามสภาพปลาแฟร์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย   ผมยินดีจ่ายแพงถ้าปลาสวย  จ่ายถูกแล้วได้ปลาไม่สวยอย่างนี้เปล่าประโยชน์ข้อดีอีกอย่างของโอกาตะที่ผมชอบมาก คือเขาจะเก็บปลาไว้ให้ดีลเลอร์ตัวแทนของเขาขึ้นไปคัดก่อนในรอบแรก ๆ ส่วนลูกลูกค้าขาจรได้คัดตอนหลังเขาให้เกียรติกับดีลเล่อร์มาก  เป็นโอโอกาสดีที่จะได้ปลาสวยๆ มาขาย

- ลูกค้ารายใหญ่ของโอกาตะมีประเทศอะไรบ้าง?คุณวิโรจน์ – เท่าที่ผมทราบมา   สหรัฐอเมริกานำเข้ามากที่สุดมีผู้นำเข้าหลายราย  เป็นตลาดอันดับหนึ่ง  ทางแถบยุโรปก็มี อังกฤษ,เดนมาร์ก,เบลเยี่ยม   ในเอเซียมี  ฮ่องกง,ฟิลิปินส์,อินโดนีเซีย   ที่กล่าวถึงเป็นดีลเล่อร์หลักๆ นะครับ  ที่นำเข้าปรกติผมว่าทั่วโลกนั่นแหละ- โอกาตะฟาร์มเน้นสายพันธุ์ใดเป็นพิเศษ?คุณวิโรจน์ – แรกเริ่มเน้นโคฮากุ แต่ปัจจุบันผลิตทุกประเภทไปที่นี่ที่เดียวได้ปลาครบหมดไม่ต้องเสียเวลาไปที่อื่น  แต่ปลาที่สร้างชื่อให้กับโอกาตะมากที่สุด  น่าจะเป็นซูซุย,อาซากิ โดยเฉพาะซูซุย   ถ้าเป็นปลาไซส์ใหญ่  ปลานิไซอายุสองปีขึ้นไปที่เขาเก็บไว้ขายเป็นปลาใหญ่  สวยมากๆ โทนสีจะเป็นสีส้มแดงตามลักษณะของซูซุยดั้งเดิม   เกล็ดสันหลังใหญ่กว่าฟาร์มอื่นดำขลับเรียงตัวเป็นระเบียบ และที่เด่นสุดคือส่วนที่เป็นสีฟ้าจะออกโทนสีฟ้าสะอาดมองดูโดดเด่น   ไม่เหมือนฟาร์มอื่นที่ออกโทนสีขาวซีดหรือไม่ก็เทาดำ ซูซุยของโอกาตะได้ชนะเลิศจากการประกวดงาน All Japan Koi Show เสมอ  นักเลี้ยงญี่ปุ่นเองยังกล่าวว่าถ้าจะเลี้ยงซูซุยต้องซูซุยโอกาตะ  ฟาร์มอื่นๆก็นำเอาซูซุยโอกาตะไปเป็นพ่อแม่พันธุ์- นอกจากนำปลามาขาย ทราบมาว่ายังนำอาหารของโอากาตะมาขายด้วยใช่ไหมครับ?คุณวิโรจน์ – ผมทดลองใช้อาหารปลาที่ผลิตในบ้านเราซึ่งมีข้อเด่นในเรื่องราคาไม่แพงเกินไปนัก   เมื่อเทียบกับอาหารของโอกาตะ  เห็นได้ชัดเจนว่าอาหารโอกาตะให้อัตราการโตที่ดีกว่าโครงสร้างปลาจะล่ำสมส่วน ตั้งแต่ส่วนหัว ลำตัวตลอดไปจนโคนหางในขณะอาหารในบ้านเราบางยี่ห้อทานแล้วอ้วนแต่ส่วนท้อง ท้องจะป่องห้อย   ใครที่ไม่เข้าใจจะนึกว่าปลาอ้วน   ซึ่งไม่ใช่ปลาอ้วนต้องอ้วนตลอดตัว  อ้วนแบบท้องห้อยถือว่าเป็นปลาโครงสร้างไม่ดีเป็นปลาโครงสร้างเสีย  ผมเข้าใจว่าคงมีส่วนผสมของข้าวโพดมากเกินไป  ปลากินแล้วท้องอืดเพราะย่อยยากท้องจึงบวม  หนักเข้าปลาจะไม่ค่อยว่ายกินแล้วนอนก้นบ่อในเรื่องของสีสันอาหารโอกาตะปลากินแล้วสีไม่ถอด   เพราะมีสารอาหารเยอะมากกินแล้วสุขภาพดี   สีสันก็จะดีตามไปเองโดยธรรมชาติ  อาหารที่ผลิตจากฟาร์มโอกาตะต้องเหมาะสมกับปลาโอกาตะ  เพราะทางฟาร์มเขาทดลองใช้มาแล้วได้ผลดีถ้าไม่ดีจะส่งผลเสียกับปลาโดยตรงเขาคงไม่ทำหรอกครับในเรื่องราคาก็ไม่ได้แพงกว่าอาหารยี่ห้ออื่นสักเท่าใดนัก   เลี้ยงปลาดีควรจะให้ทานอาหารดีๆ ด้วยถึงจะถูก  ให้อาหารแย่ๆ ปลาจะโครงสร้างเสียไม่คุ้มกัน-  เลือกปลาประเภทไหนเป็นพิเศษ ในการนำเข้ามาเป็นขาย?คุณวิโรจน์ – ในประเทศญี่ปุ่นปลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมีโคฮากุ,โชว่า, ซันเก้ ในเมืองไทยก็เหมือนกัน  ทั้งสามประเภทจะขายหมดไม่มีเหลือติดฟาร์มถ้าเป็นปลาสวยนะ  และจะมีราคาสูงกว่าปลาประเภทอื่นแต่ผมนำเข้าทุกประเภทไม่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  ปลาอะไรที่โอกาตะทำผมนำเข้ามาขายหมด   ผมว่าการได้เลี้ยงปลาครบทุกประเภทมันเป็นอะไรที่สนุกมันสร้างสีสันให้กับบ่อ   แต่ถ้าถามว่าปลาประเภทไหนขายดีที่สุด   ซูซุย เอามาเท่าไหร่ขายได้หมดยิ่งเป็นปลาใหญ่ไม่พอขาย  ลูกค้าคอยถามหาตลอด- สิ่งใดคือสิ่งที่ผูกใจลูกค้าของวีคราฟมากที่สุด?คุณวิโรจน์ – น่าจะเป็นเรื่องราคานะ ผมขายไม่แพงอย่างที่บอกผมทำฟาร์มเพราะชอบเลี้ยงปลาไม่ได้หวังกำไรมากนัก บางเดือนขาดทุนเสียด้วยซ้ำ    ถ้าทำเพราะหวังกำไรผมคงปิดฟาร์มทิ้งไปนานแล้ว  ผมขายลดราคาได้ทุกตัวอยู่ที่การพูดคุยมากกว่า  ถ้าซื้อหลายตัวผมมีแถมให้  ผมขายแบบง่ายๆ ไม่มีหลักการอะไร- มองทิศทางในอนาคตของวงการปลาคาร์พจะเป็นเช่นใด?คุณวิโรจน์ – ปลาคาร์พเป็นสินค้าฟุ่มเฟื่อย    ดังนั้นอนาคตมันจึงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ   ถ้าเศรษฐกิจดีคนก็มีกำลังทรัพย์ซื้อ   ฉะนั้นผมกล้าบอกได้เลยว่าใครที่จะคิดทำฟาร์มปลาคาร์พเพราะมองถึงผลกำไรอย่างเดียวอย่าคิดเสี่ยงทำ  ผมกำไรมันไม่ดีอย่างที่คิด  ถ้าทำก็ขอให้ทำเพราะใจรักทำแล้วมีความสุขสนุกกับมันอย่างนี้จะดีกว่า- ช่วยแนะนำเทคนิคหรือสำคัญในการเลี้ยงปลาคาร์พ?คุณวิโรจน์ – เรื่องสำคัญที่สุดที่นักเลี้ยงปลาคาร์พต้องมีคือการดูแลเอาใจใส่   เรื่องนี้สอนกันไม่ได้สำหรับผู้ที่รักปลาคาร์พจริงๆจะรู้เอง  มันเป็นอะไรที่ครอบคลุมทั้งหมด  เลี้ยงปลาคาร์พแต่ไม่ดูแลเอาใจใส่ไม่มีทางเลี้ยงปลาคาร์พได้ดี  เทคนิคการเลี้ยงอะไรก็ไม่สำคัญเท่าความรักการดูแลเอาใจใส่ปลาคาร์พเป็นปลาสวยงามมันมีความละเอียดอ่อน  คุณจะเลี้ยงแบบเลี้ยงทิ้งๆ ขว้างๆ แบบปลาช่อน ปลาดุกไม่ได้  ถ้าคิดจะเลี้ยงคุณต้องมีความรักที่จะเลี้ยงเสียก่อน  ถ้าจะเลี้ยงแบบเลี้ยงตามคนอื่น  เลี้ยงแบบกระแสแฟชั่น  อย่างนี้อย่าเลี้ยงดีกว่าเรื่องเทคนิคจริงๆนั้นแต่ละบ่อไม่เหมือนกัน  ถ้ารักดูแลเอาใจใส่มันจริงๆ คุณก็จะรู้ว่าอะไรดีอะไรเหมาะสมกับปลาในบ่อของเราจะไปฟังคนอื่นแล้วมาใช้กับบ่อเราแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้   เทคนิคบางอย่างเหมาะสมกับบ่อเขาแต่มันอาจไม่เหมาะสมกับบ่อเราก็ได้- การเลี้ยงปลาให้ได้ไซส์ใหญ่ทำอย่างไร?คุณวิโรจน์ – ที่เห็นปลานำเข้าจากญี่ปุ่นมาตัวใหญ่ๆนั้นเขาเลี้ยงในบ่อดิน  เลี้ยงในบ่อดินปลาจะโตเร็วกว่าบ่อปูน  ที่โอกาตะฟาร์มจะเลี้ยงในบ่อดินขนาดใหญ่พื้นที่เป็นไร่ต่อบ่อ   น้ำลึกหลายเมตรจะนำขึ้นมาในช่วงประกวดกับช่วงฤดูหนาว   ช่วงฤดูหนาวน้ำจะเป็นน้ำแข็งปลาไม่สามารถอยู่บ่อดินได้แต่การเลี้ยงเพื่อความสวยงามเราจะเลี้ยงในบ่อปูน   ฉะนั้นการเลี้ยงปลาในบ่อปูนให้ได้ไซส์ใหญ่นั้น อันดับแรกคุณต้องเลือกปลาสายพันธุ์ดีมาเลี้ยง    ต้องดูประวัติถึงรุ่นพ่อแม่ว่าให้ลูกชุดก่อนๆว่าเลี้ยงแล้วเป็นปลาใหญ่หรือไม่บ่อที่เลี้ยงต้องมีขนาดใหญ่  เลี้ยงในบ่อเล็กปลาโตช้ารูปทรงจะไม่ดี  น้ำต้องสะอาดมีการเปลี่ยนถ่ายเทบ่อยๆ  อาหารต้องอย่างดีมีสารอาหารโปรตีนสูง  ระดับความลึกของน้ำก็มีผลต่ออัตราการโตของปลา- วิธีเลือกปลาเล็กมาขายอย่างไรบ้าง?คุณวิโรจน์ – ไม่มีหลักการอะไรมาก   ต้องไม่เป็นปลาพิการปากเบี้ยว,ครีบแหว่ง,ตาบอด  ในส่วนของคุณภาพทางฟาร์มโอกาตะได้คัดเลือกมาให้แล้วจากลูกปลาแรกเกิดจนนำมาขาย    น่าจะเกินห้ารอบขึ้นไป เขาคัดครั้งแรกตั้งแต่ยังเป็นลูกปลาตัวเล็กๆ อายุได้3-7 วัน  ก็จะเริ่มคัดปลาครั้งแรก  โดยนำสายยางดูดทีละตัว  ในรอบแรกนี้ปลาที่ตัวเล็กกว่าตัวอื่น  จะถูกคัดทิ้งจากนั้นจะเลี้ยงในบ่อปูนจนปลาเริ่มกินอาหารเม็ดได้จะถูกนำไปเลี้ยงต่อที่บ่อดิน  เมื่อขนาดโตขึ้นได้ไซส์ 3-6 ซม. จึงตีอวนนำมาคัดอีกครั้งนี้เป็นการคัดลวดลาย  ตัวไหนลายไม่ดีจะถูกคัดทิ้ง ทำอย่างนี้อีกเป็นรอบๆ จนกระทั่งปลาได้ไซส์ 10 ซม. จึงนำมาเลี้ยงในบ่อปูนเพื่อทำการเร่งสี  แล้วจึงจำหน่ายปลาที่เหลือรอดจนนำมาขายนั้นเทียบจำนวนกับปลาแรกเกิดจะมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น  จึงมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าเราจะได้ปลาดีมีคุณภาพมาขาย   เวลาไปคัดก็เลือกเอาจากปลาที่เรามองดูแล้วชอบเป็นหลัก- สุดท้ายนี้ช่วยให้คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นเลี้ยงปลาคาร์พ?คุณวิโรจน์ – ผู้ที่จะเริ่มเลี้ยงขอให้ศึกษาหาความรู้  ข้อมูลต่างๆเสียก่อน    ทำความเข้าใจให้รู้จริงจนมั่นใจจึงค่อยตัดสินใจลงมือสร้าง   อย่างน้อยสุดผมว่าน่าจะได้เห็นบ่อดีๆ มีระบบถูกต้องบ้างสักครั้ง จะได้รู้ถึงรายละเอียดต่างๆ อย่างเช่นการทำสะดือบ่อ ท่อน้ำล้น  ท่อชักน้ำทิ้ง  การแบ่งช่องบ่อกรอง  การเลือกวัสดุกรองถ้าถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจโอกาสที่เกิดข้อผิดพลาดมันมี  การแก้ไขภายหลังมันยุ่งยาก ลองหาโอกาสมาดูมาศึกษาให้เข้าใจก่อนไปดูที่ฟาร์มก็ได้ง่ายดี ที่ฟาร์มเขายินดีให้คำปรึกษาอยู่แล้ว  ถ้าไม่รู้จะไปฟาร์มไหนมาที่ฟาร์มผมก็ได้  สำหรับผู้ที่สร้างบ่อไปแล้วกำลังศึกษาเรื่องปลา  ปัจจุบันฟาร์มในบ้านเราได้นำเข้าปลาสายพันธุ์ดี  จากญี่ปุ่นมาจำหน่ายให้เลือกซื้อมากมาย  ราคาถูกกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด  ราคาปลาโตไซไม่ได้แพงไปกว่าปลาไทยสักเท่าไหร่นัก  เป็นโอกาสที่ดีแล้วครับที่จะได้เลี้ยงปลานอกคุณภาพดี  ในราคาที่สามารถซื้อกันได้แบบสบายๆ

บ่อเลี้ยงปลาคาร์พ ฟาร์มหนองเสือ

สำหรับนักเลี้ยงปลาคาร์พระดับโปรการจะคัดเลือกปลาเข้าบ่อสักตัวนั้น   แน่นอนว่าปลาแต่ละตัวต้องผ่านคัดเลือกอย่างละเอียดพิถีพิถันที่สุด   ปลาตัวใดที่ผ่านการคัดเลือกย่อมการันตีได้ว่าต้องเป็นที่สุดแล้วในเรื่องคุณภาพสีสัน  ลวดลาย  โครงสร้างปลาคุณภาพระดับนี้หาได้จากที่ใด  มีแหล่งที่มาจากไหน  เชื่อว่าคงเป็นคำถามที่อยากรู้คำตอบกันทั้งนั้นคำตอบคงมีมากกว่าหนึ่งแต่หากบีบคำตอบให้เหลือเพียงแค่สองระหว่างปลานำเข้าจากญี่ปุ่นกับปลาผลิตในไทยโดยความเป็นจริงไม่อิงความเป็นชาตินิยม   ทุกท่านคงรู้คำตอบอยู่แล้ว   ร้อยเปอร์เซ็นต์ของนักเลี้ยงปลาระดับโปรล้วนแต่เชื่อว่าปลาที่ผลิตในญี่ปุ่นที่เรียกติดปากว่าปลานอกนั้น   มีคุณภาพดีกว่าปลาที่ผลิตในบ้านเรามาก     แต่ในในสถานการณ์อันย่ำแย่ของธุรกิจการผลิตปลาคาร์พในบ้านเราเช่นนี้    กลับมีเสียงล่ำลือว่าฟาร์มปลาคาร์พแห่งหนึ่งผลิตปลาออกมาได้คุณภาพดีเกือบทัดเทียมปลานอก ฟังแค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว  เป็นจริงอย่างที่ล่ำลือหรือ?ลองมาคุยกับคุณเด่น  เจ้าของหนองเสือฟาร์ม  ฟาร์มปลาที่กำลังถูกกล่าวขานถึงในขณะนี้ดูครับAqua – ความเป็นมาของหนองเสือฟาร์มเกิดขึ้นได้อย่างไร   อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเด่นมาทำฟาร์มปลาคาร์พ?คุณเด่น – บอกตามตรงว่าเริ่มแรกที่คิดทำฟาร์มปลาคาร์พ ผมมองที่ผลตอบแทนครับ  ก่อนหน้านั้นเพื่อนผมที่อยู่แถบนี้ได้ทำฟาร์มปลาคาร์พมาก่อน  ส่วนตัวผมเมื่อก่อนทำนากุ้ง  ช่วงแรกเริ่มรายได้มันดี  แต่ถึงจุดหนึ่งสถานการณ์มันเปลี่ยนไปผลตอบแทนมันไม่ดีดังเดิม   เริ่มมองหาอาชีพใหม่ทดแทน   ก็ลองเข้ามาศึกษาดูที่ฟาร์มเพื่อน   เริ่มมองพอจะมองเห็นแววแล้วว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการเลี้ยงกุ้งจะเห็นจุดต่าง   คือเลี้ยงกุ้งผลผลิตขายเป็นกิโลแต่ปลาคาร์พขายเป็นตัว  ราคาขึ้นอยู่กับความสวยโอกาสที่เราจะทำกำไรได้มากๆ ย่อมมีความเป็นไปได้  ราคาไม่ตายตัวเหมือนเลี้ยงกุ้งพอดีว่ามีเงินทุนอยู่นิดหน่อย   เลยไปซื้อพ่อแม่พันธุ์มาหนึ่งชุด  ครั้งนั้นใช้เงินในการซื้อพ่อแม่พันธุ์ไป 500,000 บาท ผลผลิตที่ได้ในครั้งแรกๆ นั้นถ้าเป็นปลาเกรด B ราคาประมาณตัวละ 3 บาท  เกรด A ประมารตัวละ 7-10 บาทครั้งแรกๆ นั้นให้คนอื่นเพาะให้  พอมีความรู้เพิ่มขึ้นก็เพาะเอง  เปลี่ยนพ่อแม่พันธุ์ใหม่ด้วยเพราะดูออกแล้วว่าปลาสวยกับปลาไม่สวยต่างกันอย่างไร  พ่อแม่พันธุ์ชุดแรกผมขายแบบยอมขาดทุนไปในราคาแสนบาทเอง  ปลาที่เพาะได้ไปขายที่จตุจักรขายได้ประมาณ 3-4 เดือนก็เลิกขาย  มาเพาะขายส่งอย่างเดียวที่บ้าน  คือคนเริ่มรู้จักเรา อาจจะเป็นเพราะว่าปลาเราคุณภาพดีประกอบกับขายไม่แพง  ปลาสวยขายตัวละไม่เกินร้อยและโชคดีที่ลูกค้าซื้อปลาของเราแล้วส่งเข้าประกวดได้รางวัล   พอมีชื่อชื่อเสียงติดตลาดลูกค้าก็ตามมาซื้อที่ฟาร์มAqua – คุณเด่นวิเคราะห์คุณภาพปลาที่เพาะได้ อยู่ในระดับไหน?คุณเด่น – ผมเพาะไปศึกษาไปด้วยเพื่อพัฒนาคุณภาพ  ผมเทียบกับปลาที่คนอื่นเพาะมาให้ในช่วงแรกๆในเรื่องแพทเทิร์นผมได้ปลาแพทเทิร์นดีจำนวนมากกว่าเดิม  ในเรื่องของสีปลาสีสันสดสวยเข้มลงลึกมากกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัดAqua – คุณเด่นคิดว่าสาเหตุที่ผู้ผลิตปลาในบ้านเรา ผลิตปลาไม่ได้คุณภาพเทียบเท่าปลานอก  เป็นเพราะสาเหตุใด?คุณเด่น – ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าผู้ผลิตในบ้านเรา  ไปมองแต่รายได้   แต่ไม่กล้าลงทุนไม่กล้าซื้อพ่อแม่พันธุ์ดีๆ ทำแบบไม่ได้ศึกษาพัฒนา  ทำแบบไม่มีความรู้ เน้นปริมาณอย่างเดียว ทำด้วยใจไม่รักทำด้วยรายได้   อีกอย่างอาจเป็นเพราะขาดเงินทุนที่จะซื้อพ่อแม่พันธุ์คุณภาพดี  ใช้ปลาด้อยคุณภาพมาเป็นพ่อแม่พันธุ์  ปลาส่วนใหญ่เลยออกมาท้องป่อง  สีแตก  แคระแกนAqua – ที่นี่เน้นผลิตปลาประเภทไหนเป็นพิเศษ?คุณเด่น – เดิมทีนั้นผมทำทุกประเภท  เพราะว่าผมเริ่มต้นมาจากปริมาณไม่ใช่คุณภาพ   แต่พอพัฒนามาถึงจุดนี้  ผมเน้นปลาหลักครับ  ที่ทำได้คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่พอใจก็คือซันเก้,โคฮากุ  ผมพอใจกับโครงสร้างและสีสัน   ส่งเข้าประกวดแล้วได้รางวัลยิ่งทำให้ผมมีกำลังใจที่จะพัฒนาคุณภาพ  ให้ดียิ่งขึ้นAqua – เทคนิคพิเศษ   ที่พอจะเผยแผ่เป็นความรู้?คุณเด่น – ไม่มีเทคนิคพิเศษอะไร  เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการเลือกพ่อแม่พันธุ์มากถึงมากที่สุด  จากประสบการณ์ของผม  ผมเชื่อว่าปลาที่คุณภาพดีนั้น 80 % มาจากพ่อแม่คุณภาพดี อีก 20% อยู่ที่ขั้นตอนการเลี้ยง ถ้าพ่อแม่คุณภาพไม่ดีลูกออกมามันก็เหมือนกับพ่อแม่นั่นแหละแม่พันธุ์ต้องเน้นที่โครงสร้าง   โครงสร้างต้องสุดยอดและไซส์ควรจะ 6- 8 ไม่จำเป็นต้องแพทเทิร์นสวยขอให้ผิวพรรณดีเป็นใช้ได้  ส่วนตัวผู้ให้เน้นสีจัดๆ ไซส์5-6 ก็พอ  ถ้าใหญ่มากมันจะไม่ปราดเปรียวไล่ปลาตัวเมียไม่ทันผมใช้แม่พันธุ์หนึ่งตัวต่อพ่อพันธุ์หกตัว  คนอื่นอาจจะใช้น้อยกว่านี้  ที่ผมใช้ตัวผู้เยอะมันมีสาเหตุ   อย่างถ้าแม่พันธุ์ไซส์แปดที่สมบูรณ์เต็มที่ปริมาณไข่ที่ออกมาอย่างน้อยต้องแปดแสนขึ้นไปจนถึงหลักล้านแน่นอนถ้าใช้ตัวผู้แค่  2-3 ตัว  ผมว่าน้ำเชื้อไม่พอที่จะผสม  ไข่อาจเสียหายเยอะ  เมื่อได้ไข่แล้วต้องขยายเพิ่มจำนวนบ่อให้หลวมไม่แออัด  ไม่เช่นนั้นอัตราการตายจะสูงมากAqua – คุณภาพน้ำมีผลหรือไม่?คุณเด่น- ต้องคอนโทรลน้ำให้ดีทำน้ำให้สวย   ผมหมายถึงน้ำใสน้ำสะอาด  ถ้าไม่ใสก็ขอให้เป็นสีเขียว  ถ้าน้ำขุ่นโคลนปลาจะสีไม่สด  ซีดเบลอ สีปลาไม่ลงลึกลงไปในผิวAqua – ปลาที่ผลิตได้สามารถทำราคาได้ดีหรือไม่?คุณเด่น – ราคาใช้ได้เลยครับแต่ทั่งนี้ต้องอยู่ที่คุณภาพของตัวปลาเองด้วย  ของผมผมจะแบ่งเป็นเกรดว่ากันตามความสวยเรื่องไซส์ไม่หนีกันเท่าไหร่ตัวที่สวยสุดยอด  ผมเคยทำราคาได้ถึง 10,000 บาทคุณภาพเทียบเท่าปลานอกจากฟาร์มดังที่ราคาหลายหมื่นบาทผมว่าถ้าเราตั้งใจทุ่มเทให้กับมัน  ใช้ความรู้และพัฒนาคุณภาพอยู่ตลอดไม่หยุดนิ่ง  สักวันเราก็สามารถทำได้ดีเท่ากับปลานอก  และเมื่อนั้นมันให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าทีเดียว

ฮิการิโมโยโมโน ( Hikarimoyomono )

ฮิการิโมโยโมโน  ( Hikarimoyomono ) ปลาคาร์พที่นำมาเสนอในคราวนี้มีชื่อว่า “ฮิการิโมโยโมโน” เป็นปลาประเภทที่สองในกลุ่มฮิการิโมโน  ซึ่งมีทั้งหมดอยู่สามประเภทด้วยกัน  ชื่อของมันเหมือนกับฮิการิมูจิโมโนที่แนะนำไปแล้ว ครานี้เพียงแต่เปลี่ยนจากคำว่า “มูจิ”เป็น“โมโย”นอกนั้นเหมือนกัน “ฮิการิ”กับ”โมโน”รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร ขออธิบายคำว่า “โมโย” แค่คำเดียวก็แล้วกัน  คำนี้มีหลายความหมายนะครับ  แต่ถ้าใช้กับปลาคาร์พหมายถึงแพทเทินส์ลวดลายที่ปรากฏ  ดังนั้นฮิการิโมโยโมโนจึงเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับฮิการิมูจิโมโนฮิการิมูจิโมโนหมายถึงปลาคาร์พสีเดียวทั้งตัว  มีผิวมันเงาแวววาว  เมื่อรู้จักความหมายของชื่อฮิการิมูจิก็ทำให้ทราบโดยอัตโนมัติว่า  ฮิการิโมโยโมโนต้องเป็นปลาคาร์พผิวมันเงาที่มีสองสีขึ้นไปอย่างแน่นอนคาดคะเนเอาจากความคิดผมเอง  เชื่อว่าฮิการิโมโยเป็นปลาที่ได้รับความนิยมเบียดเสียดคู่คี่ดู๋ดี๋ กับฮิการิมูจิแบบกินกันไม่ลง   สังเกตเอาจากบ่อเลี้ยงแทบทุกบ่อที่เคยไปเยี่ยมเยือน   บ่อไหนถ้ามีมูจิก็จะมีโมโยแหวกว่ายตีคู่เคียงข้างเสียทุกบ่อไป  ความนิยมของนักเลี้ยงปลาคาร์พบ้านเราที่มีให้กับปลาผิวเงา ไม่น้อยไปกว่าปลายอดนิยมโคฮากุ,ซันเก้,โชว่า,อูจึริ เลยนะครับความมันเงาของปลาฮิการิ   เป็นอะไรที่เรียกร้องความสนใจจากมือใหม่หัดขับได้อย่างชะงัด  อย่างเราๆท่านๆ ที่เลี้ยงปลามานานอาจรู้สึกเฉยๆ  แต่กับมือใหม่ซึ่งก่อนหน้าคุ้นเคย กับช่อนแป๊ะซะ ปลาดุกย่าง ปลาหมอฉู่ฉี่ ที่พูดมาล้วนแต่ผิวดำปี๋ไม่มีความน่าพิศมัย  พอมาเจอปลาที่ผิวมันสะท้อนแสบตาอย่างนี้ คงไม่แปลกหรอกครับที่จะร้องอุทาน โอพระเจ้า..จอร์จ มันเยี่ยมอะไรอย่างนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าหากมีใครเอาโอกอนหรือไม่ก็แพลตินั่มสักตัว  ไปปล่อยในบ่อในบึงแถวบ้านนอก  เอาไม่ใกล้ไม่ไกลแถวๆ ชลบุรีบ้านผมก็ได้  วันดีคืนดีมีใครไปเหวี่ยงแหติดขึ้นมา ร้อยเอาสิบ.. ไม่ใช่ดูถูกภูมิปัญญาคนไทย  งานนี้มีจุดธูปขอหวย  ดีไม่ดีเจ้าปลาซวยมีสิทธิโดนขูดเกล็ดถลอกปอกเปิงหาตัวเลข คิดแล้วเสียวแทนวุ๊ยส์!  ทางด้านฝรั่งมังค่าผู้เจริญแล้วก็ใช่ย่อย  ความนิยมชมชอบในปลาเงาไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากะเหรี่ยงไทยอาจจะแซงหน้าเสียด้วยซ้ำไปจากสถิติจากที่ทราบมาจากฟาร์มปลาที่ญี่ปุ่น  ฝรั่งมั่งค่านี่แหละที่ออเดอร์ปลาผิวมันไปขายมากที่สุด คาดว่าป่านนี้ปลาฮิการิโมโนคงไปว่ายส่องแสงแสบตา ครึ่งค่อนทวีปยุโรปแล้วกระมัง ที่พล่ามมาทั้งหมดนี่เพียงแค่จะยืนยันว่าฮิการิโมโย   เป็นปลาที่สวยงามได้รับความนิยมจากนักเลี้ยงไม่น้อยไปกว่าปลาหลักครับชนิดย่อยของฮิการิโมโยโมโนไม่พูดพล่ามทำเพลง  บรรเลงกันเลยครับ  แต่ขอเล่าสู่กันฟังกับย่อยชนิดที่เป็นที่รู้จักและนิยมเลี้ยงกันโดยทั่วไป ที่นอกเหนือจากที่นำมาเสนอในวันนี้  ผมว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ ไม่เห็นมีใครพูดถึงกันสักเท่าไร บางชนิดเคยได้ได้ยินแต่ชื่อ  เคยเห็นแต่ในรูปภาพ  แถมยังเป็นภาพวาดเสียด้วยซ้ำ  ตัวตนจริงมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้  แต่กับชนิดแรกนี้  ขอบอกว่าเด็ดสะระตี่   ถ้าพูดถึงฮิการิโมโย แล้วไม่พูดถึงมัน   คงต้องเอาหัวไปโขกต้นมะพร้าวตายเชียวล่ะครับคุจากุ เขาผู้นี้ล่ะครับพระเอกของท้องเรื่อง  ขวัญใจแม่ยกตลอดกาล เป็นปลาที่ทำให้ฮิการิโมโยเชิดหยิ่งใส่โกซันเก้ ได้อย่างลอยหน้าลอยตา  เป็นปลาที่ใครๆ ก็ไม่อยากพลาดที่จะมีไว้ประดับบ่อ ความสวยงามไม่เป็นสองรองใครทั้งสิ้น  นี่พูดจริงตามเนื้อผ้า ไม่ใช่พูดเอออ..ห่อหมกเอาเอง  สาบานได้คุจากุ  แปลว่านกยูง ฟังจากชื่อก็กินขาดแล้วครับท่าน  และก็ไม่ใช่นกยูงธรรมดาเสียด้วย ต้องเติมทองต่อท้ายด้วยครับ   นกยูงทองถึงจะเหมาะสมกับความงามของมัน    เป็นไงครับฟังชื่ออย่างเดียวก็ต้องรู้เองแล้วว่าไม่ธรรมดา  ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ขอบอก  ถ้าไม่เจ๋งจริงมีหรือที่จะได้ฉายานกยูงทอง คุจากุเป็นปลาฮิการิที่มีสีพื้นเป็นสีเทาเงินหรือสีตะกั่วมันเงา ไม่ใช่สีทองคำขาวแบบแพลตทินั่ม  บางท่านเรียกว่าสีเงินแต่ผมว่าพูดให้นึกภาพออกเสมือนจริง  สีเทาสีตะกั่วดูจะใกล้เคียงกว่า  แต่อาจจะฟังแล้วไม่เพราะเท่าสีเงิน ไม่เป็นไรอย่าไปใส่ใจมันมาก   รู้แต่ว่าสีพื้นของมันสวยงามมากเท่านั้นพอประกอบกับที่มันมีฮิแพทเทิร์นเช่นเดียวกับโคฮากุ มันก็เลยยิ่งสวยสะเด็ดยาดไปใหญ่ แบบว่ากู่ไม่กลับแล้วงานนี้  อ้อ..อย่าลืมนะครับถึงแม้จะไม่ได้พูดก็ต้องรู้เองนะครับ  ว่ามันต้องมีเกล็ดฟูกุรินตามแบบฉบับของฮิการิโมโย    นักเลี้ยงญี่ปุ่นเปรียบเทียบไว้ว่าฟูกุรินของยามาบูกิโอกอนเปรียบประดุจทองคำ   ฟูกุรินของแพลตทินั่มเปรียบประดุจทองคำขาว  ฟูกุรินของคุจากุเปรียบประดุจดังสีของเงิน  เปรียบเทียบกับของมีแพงทั้งนั้น  ตอนนี้ทองตกบาทละหมื่น ใจยังนึกว่าช่วงไหนใส้แห้ง จะลองอุ้มโอกอนไปโรงจำนำดูสักที  คงเปลี่ยนเป็นเงินได้โขอยู่  ถ้าไม่โดนเฮียถีบกระเด็นเสียก่อนนะด้วยว่าสีพื้นของคุจากุมีความมันเงา  จึงพาให้ลวดลายสีแดงมีความโดดเด่นสะดุดตาไปด้วยเป็นสีแดงที่สวยมากๆ บางคนเปรียบเปรยสีแดงของคุจากุไว้อย่างน่าฟังว่า  แดงประดุจดังสีของทับทิม ฟังดูแล้วเว่อร์เกินไปเปล่าเนี่ย.. เปรียบเทียบอย่างนี้เหมือนจงใจเกทับสีทองคำของโอกอนกับทองคำขาวของแพลตทินั่ม  นี่ว่าถึงตัวที่มีสีแดงจัดจริงๆ ซึ่งก็หายากพอควร  ส่วนใหญ่จะพบเห็นที่เป็นสีแดงอมส้มเสียเยอะจำได้ว่าสมัยก่อนคุจากุที่ไม่มีสีแดงปกคลุมที่บริเวณหัว  จะเป็นที่นิยมของนักเลี้ยง  คงต้องการเน้นความเงางามของสีพื้นแบบเน้นๆเนื้อๆ ไม่เจือไขมัน   ก็ดูดีนะครับเวลาที่มันว่ายขึ้นมากินอาหาร   สีเทาเงินที่หัวดูโดดเด่นชัดเจนตื่นตาน่ามองดีโผล่หัวขึ้นมาฮุบอาหารแต่ละครั้งนาทีนั้นโคฮากุยังต้องชิดซ้ายตกขอบเวที แต่แฟชั่นปัจจุบันเปลี่ยนไป หันมานิยมที่ตรงกันข้ามต้องมีแพทเทินส์แดงที่หัวถึงจะจ๊าบ  ให้ดูเหมือนกับโคฮากุแพทเทินส์ กับโชว่า,ซันเก้ก็เหมือนกันจะเน้นอิงกับโคฮากุเข้าว่า  หน้าต้องมีสีแดงไว้ก่อน  คุจากุที่ไม่มีสีแดงที่หน้าจึงถูกมองว่าเป็นปลาหัวล้านไปซะฉิบ  อันนี้ก็ว่ากันไปตามแฟชั่นแต่ละยุคสมัยอ่ะนะ..คุจากุถือกำเนิดในราวๆ ปี 1960 เกิดหลังฮิการิมูจิอยู่หลายปีทีเดียว  ต้นกำเนิดของคุจากุก็มาจากฮิการิมูจิครับ  ในบันทึกได้กล่าวไว้ว่าผู้ที่ทำการเพาะพันธุ์คุจากุได้เป็นคนแรกคือนายโคจิโอะ  อิราซาว่า แห่งมินะมินิโกโระ,โอจิยะ  โดยจุดประสงค์แรกเริ่มนายโคชิโอะต้องการพัฒนาพันธุ์โอกอนจากเดิมที่มีสีเดียว   ให้มีลวดลายหลากสี  ก็เลยนำเอาโฮกอนยืนพื้นแล้วนำปลาอื่นอย่างอาซากิ,ซูซุย มาผสม  ลองผิดลองถูกอยู่นานมาสัมฤิทธิ์ผลเอากับมัตจึบะโอกอนจับคู่กับซูซุยสันนิฐานว่าที่เห็นสีดำปรากฏอยู่ในคุจากุเสมอ คงมาจากพัธุกรรมของมัตจึบะนี่เอง (มัตจึบะคือโอกอนที่มีสีดำเหลื่อมอยู่ในเกล็ด) ในยุคแรกที่เพาะได้นั้นก็มีคุจากุที่เป็นปลาด๊อยส์ออกมาด้วยเป็นลักษณะที่ได้มาจากซูซุย  นายโคชิโอะได้ตั้งชื่อปลาที่เขาผลิตได้ว่าคุจากุ  อันมีความหมายว่านกยูงอย่างที่บอกว่าคุจากุเป็นปลาที่มีเกล็ดแบบฟูกุริน  ถอดแบบมาจากโอกอน   และส่วนหนึ่งก็เป็นปลาด๊อยส์ที่ได้รับพันธุกรรมมาจากซูซุย   แต่ที่นิยมเป็นที่รู้จักของนักเลี้ยงทั่วไปเป็นปลาฟูกุรินครับ  ปลาด๊อยส์แทบจะไม่มีใครกล่าวถึงเลย คุจากุที่เป็นฟูกุรินเป็นปลาที่ได้รับการพัฒนาสายพัฒนาสายพันธุ์ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนเนื่องจากได้รับความนิยมจากนักเลี้ยงเป็นอย่างสูง   ปัจจุบันเปรียบเทียบกันแล้วจะพบเห็นคุจากุธรรมดามีโครงสร้างดีกว่าปลาด๊อยส์ ปลาด๊อยส์ที่พบเห็นเป็นปลาที่ผลิตอกมาแต่ส่วนน้อย ในการเพาะพันธุ์แต่ละครั้งในชุดพ่อแม่พันธุ์จะใส่ปลาด๊อยส์ลงไปด้วย  แต่ที่หวังผลจริงก็ยังเป็นปลาฟูกุรินฮาริวาเก้ อีกหนึ่งดาวเด่นที่มีชื่อเสียงของฮิการิโมโย  ครั้งหนึ่งเจ้านี่เคยเป็นปลาตัวโปรดของผม จำได้ว่าหมดเงินกับมันไปมากพอสมควรทีเดียว  ซื้อๆ เปลี่ยนๆ สุดท้ายก็ไม่ได้ดีสักตัว มันเป็นปลาที่สวยมากนะ แต่ไม่ค่อยมีคนเลี้ยง อ่ะ..พูดไงวะ  ขึ้นต้นวะดูดีแต่ปิดท้ายบอกว่าไม่ค่อยมีคนเลี้ยง  ฟังแล้วแหม่งๆ หูชอบกล  ตกลงมันสวยหรือไม่สวยกันแน่  สวยครับสวย  แต่แบบว่าออกจะเป็นปลาหายากสักหน่อยหมายถึงที่สวยจริงๆ จะหาได้ยากกว่าคุจากุ  ที่ไม่สวยหรือสวยระดับพอดูได้แบบทั่วไปไม่ยากที่จะหาทำยา  สมัยก่อนในบ้านเราเพาะออกมาขายเยอะแยะเลย ที่จตุจักพอเห็นได้ทุกอาทิตย์ แต่ปัจจุบันหาได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่าไม่รู้  ระยะหลังมาคลุกคลีกับปลานอกตามฟาร์ม เลยไม่ได้ย่างกรายไปสำรวจตลาดจตุจักรสักเท่าไหร่เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกมือใหม่หัดขับเลยว่า  ลักษณะพื้นฐานของฮาริวาเก้เป็นยังไง มันเป็นปลาที่มีพื้นสีขาวแพทเทินส์สีเหลือง  ลองนึกภาพโคฮากุที่มีฮแพทเทินส์เป็นสีเหลืองก็แล้วกัน ยังไงยังงั้นเลยทีเดียวเชียวแต่กรุณาอย่าไปเหมารวมเอากับโคฮากุที่มีสีซีซีดจาง  จนดูเหมือนเป็นสีเหลืองนะครับ  มันคนละเรื่องเดียวกัน อาจเป็นด้วยว่าปลาคาร์พเกือบทั้งหมดมักจะมีสีแดง  นานเข้าเลยเห็นเป็นของปรกติชินตาพอมีแปลกแหวกแนวเป็นสีเหลืองขึ้นมา  ก็เลยทำให้มันดูเด่นดูสวยมีคุณค่าขึ้นมาโดยอัตโนมัติก็ได้ชื่อฮาริวาเก้อาจจะไม่ค่อยได้ยินบ่อย  ไม่คุ้นหูเหมือนชื่อปลาอื่นๆ  เป็นเพราะว่าถ้าเป็นปลาที่สวยจริงๆ จะหายาก  ยากกว่าโคฮากุ,โชว่า,ซันเก้ นักเลี้ยงก็เลยไม่ค่อยพูดถึงมัน  ผลิตออกมาขายก็น้อยที่พูดมาก็ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่มันไม่ได้รับการตอบรับจากนักเลี้ยงเท่าไรนัก ผู้สันทัดกรณีได้ให้เหตุผลถึงสาเหตุอีกประการหนึ่งไว้อย่างน่าคิด  ว่าไม่ใช่ว่าไม่มีใครชอบหรือว่ามันไม่สวย   แต่ที่ให้ความสนใจน้อยหรือถึงกับไม่อยากเลี้ยงเพราะว่ามันเลี้ยงยาก  ผู้สันทัดกรณีคนเดิม  (คนไหนก็ไม่รู้ ผมยกเอามาอ้างเรื่อยเปื่อย)  ยังลงความเห็นแบบฟันธงว่าการเลี้ยงฮาริวาเก้ให้ได้ดีไม่ใช่เรื่องขี้ไก่นะจ๊ะ  ขอบอก..ฟังจากนักเลี้ยงผู้มีประสบการณ์โดยตรงในการเลี้ยงฮาริวาเก้รวมทั้งผมเองด้วย  มีความเห็นเดียวกันเลยว่า  จะเลี้ยงให้ดีให้สีเหลืองอ๋อย  ต้องแสงสว่างเพียงพอเลี้ยงกลางแจ้งได้ยิ่งเจ๋ง  ฮาริวาเก้ไม่ใช่แด๊กคิวร่าที่ไม่ชอบแสงแดด   ถ้าเลี้ยงในที่แสงน้อยแดดส่องไม่ถึงมืดสลัว สีถอดสถานเดียวอีกอย่างเป็นปลาใจเสาะเสียด้วยนะ   เจอสภาพน้ำที่ไม่ถูกอกถูกใจพลอยแต่จะถอดสีเอาเสียดื้อๆ  เขาว่ากันอีกเหมือนกันว่ามันเป็นปลาขวัญอ่อนถ้าเกิดตกอกตกใจกระทันหัน  จากเหลืองอ๋อยจะกลายเป็นเหลืองซีดเหมือนเป็นดีซ่านโดยอัตโนมัติ  จริงหรือไม่จริงไม่รู้เหมือนกันไม่มีประสบการณ์ แต่ที่แน่ๆ รู้แต่เพียงว่าฮาริวาเก้สีต้องเหลืองจัดถึงจะสวย   ถ้าสีถอดซีดสีจางบอกได้คำเดียวว่าเห็นแล้วเซ็งโคตร  สีเหลืองจัดเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับฮาริวาเก้อย่างที่สุด   ด้วยว่าเป็นปลาพื้นขาวแพทเทินส์เหลือง  ซึ่งธรรมชาติของสีขาวกับสีเหลืองเป็นสีที่ไม่ได้ตัดกันชัดเจนนัก  ถ้าเป็นสีขาวกับสีแดงของโคฮากุจะดูตัดกันโดดเด่นกว่า  สรุปถ้าฮาริวาเก้ถ้าไม่เหลืองอ๋อยแล้วไซร้  จบเห่สถานเดียวและถ้าพูดถึงฮาริวาเก้ก็ต้องพูดถึงฮาริวาเก้ที่เป็นปลาด๊อยส์  เป็นอะไรที่เข้ากันดีดั่งกิ่งทองใบหยก ห่อหมกใบยอ  ตรงกันข้ามกับคุจากุนะครับ  คุจากุจะนิยมปลาเกล็ดธรรมดามากกว่า ฮาริวาเก้ที่เป็นปลาเกล็ดธรรมดาไม่ค่อยจะเป็นที่นิยมนัก   แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลยก็ว่าได้ มีบางครั้งที่พูดออกไปคนฟัง งง! มีด้วยเหรอ! ไม่ยักกะรู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงๆ นะเนี่ย ว่าไปนั่น.. สรุปว่าถ้าพูดถึงฮาริวาเก้ก็ต้องพูดถึงปลาด๊อยส์สถานเดียวฮาริวาเก้ที่ดีควรอยู่ในรูปแบบโคฮากุแพทเทิร์น    ถ้ามันมีลวดลายแบบโคฮากุรับรองว่ามันสวยแน่  แต่มันจะมีอย่างที่ว่าสักกี่มากน้อย   ที่เจอส่วนมากลายขาดๆ เกินๆ จะเอาสวยแบบโคฮากุ อาจต้องใช้เวลาหากันหนวดหงอกล่ะจ้ะกว่าจะเจอสักตัวยาโมโตะนิชิกิ ชื่อฟังดูแปลกแท้ที่จริงแล้วซันเก้นี่เอง พอมีผิวมันเงาขึ้นมาหน่อยชื่อยาวร่วมกิโล ยาโมโตะนิชิกิมีทั้งที่เป็นปลาเกล็ดและปลาด๊อยส์  บางท่านเรียกซันเก้ที่มีผิวมันเงาที่เป็นปลาเกล็ดว่า แพลตทินั่มซันเก้ ฟังแล้วเห็นภาพชัดเจนเลยครับ  และเรียกที่เป็นปลาด๊อยส์ว่าฮิคาริซันเก้ ฟังแล้วก็ไม่ต้องบรรยายภาพอีกเช่นกัน นักเลี้ยงบ้านเราเรียกทั้งแบบด๊อยส์แบบเกล็ดเหมารวมหมดว่ายาโมโตะนิชิกิ  ไม่มีการแบ่งแยก  และก็จะเรียกสั้นๆว่ายาโมโตะเฉยๆ ด้วยอีกต่างหาก  เปรียบคู่มวยระหว่างยาโมโตะกับฮาริวาเก้  ฮาริวาเก้ชื่อเสียงเรียงนามน่าจะคุ้นหูคุ้นตาคนไทยมากกว่านิดนึง   ฮาริวาเก้สวยก็ว่าหาได้ไม่ง่ายแล้วนะ   ยาโมโตะสวยๆโครงสร้างดีๆ กับหายากยิ่งกว่าและถ้านำไปเปรียบเทียบกับคุจากุเจ้าตำรับแห่งฮิการิโมโย  ทั้งยาโมโตะและฮาริวาเก้จะหาได้ยากกว่าครับเท่าที่ทราบข้อมูลจากเซียนยุ่น  ฟาร์มใหญ่จะไม่นิยมผลิตส่วนใหญ่จะเป็นปลาจากแถบนิกาตะคิคูซุย โม้ไปโม้มาเกือบลืมเจ้านี่เข้าให้แล้วไหมล่ะ  ถ้าไม่พูดถึงมันต้องบอกว่าพระเอกตกม้าตายตอนจบที่จริงต้องพูดถึงมันเป็นอันดับสองรองจากคุจากุเสียด้วยซ้ำ  ถ้าเรียงลำดับตามความสำคัญในฮิการิโมโย  ต้องยกให้คุจากุเป็นพระเอก  ส่วนตำแหน่งนางเอกก็ต้องให้คิคูซุยนี่แหละ ยาโมโตะกับฮาริวาเก้เป็นตัวประกอบคิคูซุย ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงดอกไม้ชนิดหนึ่ง  ไม่แน่ใจว่าจะเป็นชนิดเดียวกับดอกเบญจมาศบ้านเราหรือเปล่า  รูปปแบบของคิคูซุยไม่มีอะไรเลยจริงๆ ครับท่านผู้ชม  โคฮากุขาวแดงดีๆ นี่เอง  แต่มีผิวเป็นมันเงาในรูปแบบของปลากลุ่มฮิการิ    และก็เหมือนกับยาโมโตะและฮาริวาเก้   โคฮากุในกลุ่มฮิการิมีทั้งที่เป็นด๊อยส์และเกล็ดที่เป็นปลาด๊อยส์มีชื่อเต็มยศจริงๆ ว่า  แพลตทินั่ม-โคฮากุ-ด๊อยส์  ซึ่งก็คือคิคูซุยที่เรากำลังพูดถึงนี่แหละครับ  ดีแล้วที่เรียกสั้นๆ ว่าคิคูซุย  ถ้าให้เรียกเต็มยศคงไม่ไหว   แบบที่เป็นเกล็ดธรรมดามีชื่อเรียกว่า แพลตทินั่ม-โคฮากุ  แต่เราจะไม่พูดถึงมันข้ามมันไปเลยครับ  นักเลี้ยงให้ความสำคัญกับมันน้อยมากแทบจะไม่มีใครพูดถึงก็ว่าได้จำไว้ว่าคิคูซุยของจริงของแท้ต้องปลาด๊อยส์เท่านั้นคิคูซุยที่ดีส่วนที่เป็นสีพื้นต้องขาวสะอาดเป็นมันเงาทั้งหัวทั้งตัว  ไม่มีสีดำมาเจือปน รวมทั้งครีบด้วย  ในเรื่องของแพทเทินส์ไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้เหมือนกับโคอากุมากที่สุดนั่นแหละดีที่สุด  แต่ว่าจะหาได้หรือเปล่าอันนี้สิสำคัญ  ข้อดีอย่างนึงของคิคูซุยคือลวดลายที่บริเวณหัว เราจะไม่เจาะจงว่าต้องมีเหมือนโคฮากุ ถ้าเป็นโคฮากุเราจะถือเป็นกฏตายตัวเลยว่าต้องมีสีแดงที่หัว  ไม่มีไม่ได้  ไม่มีถือว่าเป็นปลาหัวล้านเป็นกาลกิณี  ไม่ต้องถึงกับไม่มี  แค่มีน้อยก็ติติงแล้วว่าเป็นพวกแปดแสนใกล้ล้านคือหัวเถิก  แต่กับคิคูซุยยังไงก็ได้มีก็ดีถือว่าตรงตามตำราโคฮากุจ๋า  ถ้าไม่มีเลยก็ดีอีกเช่นกันจะได้โชว์ความมันเงาของสีเงินอย่างเต็มที่  เหมือนกับปลาโอกอนไปเลยข้อดีอีกอย่างคือคิคูซุยมักจะไม่มีปัญหาเรื่องคิว่า,ซาชิ   ส่วนใหญ่แล้วคิคูซุยจะมีขอบแพทเทินส์ที่คมทั้งคิว่าและซาชิ   อันนี้เป็นลักษณะธรรมดาของปลาด๊อยส์ซึ่งยากที่โคฮากุธรรมดาจะทำได้คงต้องจบกันแค่นี้แล้วมั้งท่านผู้ชม  ว่ากันแบบเนื้อๆ เน้นๆ ไม่มีไขมัน  ที่รู้จักคุ้นเคยกันอยู่แค่นี้  นอกเหนือที่นอกเหนือไปจากนี้ไม่มีใครพูด   ถึงบางชนิดหาดูยากด้วย ถ้าเอามาพูดมาเขียนถึงทั้งหมดคงไม่ไหว ปลาหยุมหยิม  ของฮิการิโมโยมีเยอะแยะมากกว่าเขาเพื่อน ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องไปรู้จักเสียทั้งหมด  ฟังแค่ชื่ออย่างเดียวก็เวียนหัวแล้ว   ยกตัวอย่างให้ฟัง  คินซุย,กินซุย,โชฉิคูบิ,ซากูระโอกอน,โตร่าโอกอน,กินเบคโกะ,กินซากุระโมมิยิโอกอน  และอีกบานเบอะ  อยากรู้ต้องไปหาตำราญี่ปุ่นมาอ่านเองแล้วกันครับ

ฮิการิมูจิโมโน ( Hikarimujimono )

ฮิการิมูจิโมโน  ( Hikarimujimono ) และแล้วการเดินทางร้อยลี้เริ่มต้นจากก้าวเดียว  ก็ฝ่าฟันมาถึงครึ่งค่อนทางอย่างทุลักทุเล  ผจญอุปสรรคที่ถาโถมโหมกะหน่ำราวพายุร้ายคลุ้มคลั่ง  ลูกแล้วลูกเล่าจนแทบเอาตัวไม่รอด  อุปสรรคที่ว่าหาใช่อื่นใด  ความขี้เกียจมิ่งมิตรนิรันกาล  คือผมขี้เกียจหลังเป็นขนโดยสันดานน่ะครับ  กว่าจะจับจดจับจ้องตัดใจจิ้มนิ้วพิมพ์ต้นได้รู้สึกว่าสาหัสยังกับถูกบังคับให้ไปตายปานนั้นแต่จะว่าไป อุ๊..แม่เจ้า! โม้ไปโม้มา ล่อเข้าไปแปดประเภทแล้วหรือนี่  เก่งเหมือนกันนะตู จะห่วงก็แต่ท่านผู้ผู้อ่านที่เคารพ   เจอลีลาน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงของผมเข้าไป  จะควานหาเนื้อหาเส้นได้มั่งหรือเปล่าเนี่ย..อ่ะ..อย่ากะนั้นเลย  มาว่ากันต่อดีกว่า  วันนี้ภาษายุ่นวันละคำขอนำเสนอ “ฮิการิมูจิโมโน” หนึ่งในสามของกลุ่ม “ฮิการิโมโน” กลุ่มนี้มาแปลกว่าสองกลุ่มแรก  ตรงที่ทั้งสามประเภทในกลุ่มมีลักษณะพื้นฐานบางอย่างแบบเดียวกัน  ไม่ฉายเดียวเหมือนแต่ละประเภทของอีกสองกลุ่มที่นำเสนอไป   ฉะนั้นเพื่อความสะดวกในการพูดถึงปลาทั้งสามประเภทในกลุ่มนี้  มันสมองขี้เกียจๆ นึกได้ทันทีทันควันเลยว่า ต้องรวบยอดเอาลักษณะพื้นฐานของมันมาพูดรวบยอดเสียครั้งเดียวไปเลยดีกว่าลักษณะรูปแบบพื้นฐานของปลาคาร์พกลุ่ม “ฮิการิโมโน”อ่ะ..เกือบลืม “ฮิการิ” กับ “ฮิคาริ”  อย่างเดียวกันนะครับบอกให้รู้เสียก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวได้เข้าใจว่าพูดคนละเรื่องเดียวกัน  ผมขอเรียกว่า “ฮิการิ” แล้วกัน เพราะคิดว่าส่วนใหญ่พี่ไทยน่าเรียกแบบนี้ ที่ไปที่มาของชื่อ “ฮิการิโมโน” กระซิบถามยุ่นได้ความว่าแบ่งได้เป็นสอง  หนึ่ง “ฮิการิ” หมายถึงมันเงา  แวววาว  หรือหมายถึงรัศมีเปล่งประกายเรืองรองก็ได้  ถ้าใช้กับปลาคาร์พน่าจะแปลกระชับๆ ว่าปลาผิวมันเงา ดูท่าจะเวิร์ก ฟังแล้วนึกภาพง่ายดี  อีกคำ “โมโน” เคยพูดถึงแล้วในเรื่องอูจึริโมโน  แปลเป็นไทยได้ว่าประเภท,ชนิด เป็นคำต่อท้ายเฉยๆ ไม่มีอะไรมาก จบภาษายุ่นวันละคำลักษณะพื้นฐานของปลาฮิการิทั้งสามประเภท  อย่างแรกคือดูจากความหมายของชื่ ปลากลุ่มนี้มีผิวพรรณเงางามแวววาวสะท้อนแสงเป็นจุดขายสำคัญ   ถ้าปราศจากลักษณะที่ว่านี้เป็นได้เหี่ยวเฉาขายไม่ออกตายคาต้นเชียวล่ะครับท่านผู้ชม    อาจสงสัยว่ามันจะเงาได้สักแค่ไหน   ถึงขนาดสะท้อนแสบตาดังโดนแฟลตยิงใส่อย่างนั้นหรือปล่าว  อ่ะ..คงไม่ถึงขนาดนั้น  ปลานะครับไม่ใช่เหล็กชุบโครเมี่ยม  ชั่วชีวิตที่ผ่านมาผิวของฮิการิโมโน  แตกต่างกับปลาคาร์พอื่นอย่างสิ้นเชิง  ผิวมันเงาเป็นอะไรที่ทำให้มันดูมีคุณค่า ถึงแม้ฮิการิโมโนบางชนิดจะมีสีเดียวทั้งตัวไร้ซึ่งลวดลาย  ก็ยังได้รับความนิยมจากนักเลี้ยง ซึ่งปลาอื่นๆ ยากที่จะทำได้ยกตัวอย่างโคฮากุ,ซันเก้,โชว่า ถ้าลองทะลึ่งมีสีเดียวทั้งตัว บอกตรงๆ ว่าโอกาสที่จะไปแหวกว่ายน้ำมันในกะทะมีสูงมาก   ที่พูดมาทั้งหมดเพื่อตอกย้ำว่าความมันเงาของปลากลุ่มนี้ไม่ใช่อุจจาระๆ นะขอบอก  มันเงาสะดุดตาจริงๆ ในตำราปลาคาร์พฝรั่งยังใช้คำว่าปลาที่มีผิว “Metallic” เลยก็แล้วกัน  คิดดูสิว่ามันเจ๋งแค่ไหน จอร์จ..ฮิการิที่ดีผิวต้องมันเงาตลอดทั้งตัว   จะมาเงาเป็นหย่อมๆ หร็อมแหรมไม่ได้น่าเกลียดตายชัก   ควรจะเงาตั้งแต่ปากหัวลำตัวครีบหลังครีบอกหาง  เงาไปถึงตับไตใส้พุงยันถุงน้ำดียิ่งแจ๋วใหญ่  ขอเกริ่นพอเป็นนัยให้รู้ว่าตรงส่วนไหนที่ควรมีความมันเงาเป็นพิเศษ  ที่ลำตัวแน่นอนของตายอยู่แล้ว  ที่หัวต้องเงาสะท้อน  ครีบอกต้องเงาสะท้าน  อย่างนี้เซียนเขาบอกว่าแจ่ม  รายละเอียดเอาไว้ว่ากันในเรื่องการเลือกครับ”ฟูกูริน” เคยฝอยไปแล้วในในเรื่องอาซากิ  สำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาอ่าน ทวนให้ฟังนิด  ฟูกูริน หมายถึงเนื้อเยื่อบริเวณรอบขอบเกล็ด  เนื้อเยื่อที่ว่าจะประสานให้เกล็ดแต่ละเกล็ดดูเหมือนเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว   เหมือนมีร่างแหตาข่ายปกคลุม  นักเลี้ยงบ้านเราเรียกฟูกูรินว่าตาข่ายความหมายตรงกันกับยุ่นฮิการิโมโนที่ดี  ฟูกูรินต้องมีสม่ำเสมอทั่วทั้งตัวหนานูนชัดเจน  มันเป็นจุดเด่นในการมอง ถ้าขาดหายกวงโบ๋ค่าตัวตกกะฉูด  ถ้าเป็นสาวล่ะขายไม่ออกขึ้นคานสถานเดียว แล้วเจ้าฟูกูรินนี่ก็แปลกซะด้วยเวลามีครบทั่วตัวกับมองเหมือนไม่มีแต่ถ้าขาดโบ๋ไปหน่อยละก็  อยู่ห่างสามกิโลยังมองเห็นชัดเจน  ฟูกูรินจะเริ่มต้นจากรอยต่อที่หัวกับลำตัวไล่ยาวไปจนถึงปลายหาง เว้นไว้แต่ส่วนหัว  ช่วงแรกไปจนถึงต้นครีบหลังจะหนานูนกว้างโดดเด่นกว่าตรงส่วนอื่น   แต่ถ้าตัวไหนหนานูน ( หมายถึงฟูกูริน  อย่าคิดเป็นอื่น ) อย่างนี้ทั้งตัวถือว่าเกรดเอ สิ่งสำคัญของฮิการิมูจิทั้งสามเท่าที่นึกออกน่าจะมีเท่านี้   ตัดบทมาทำความรู้จักกับฮิการิโมโนประเภทแรกกันดีกว่าฮิการิมูจิโมโน  สุดยอดของปลาสีเดียวเอามาแนะนำเป็นอันดับแรกด้วยว่าเป็นหน้าเป็นตาของปลาฮิการิ    มีคนรู้จักมากที่สุดความนิยมไม่ได้เป็นรองกว่าปลาคาร์พประเภทต่างๆ ที่ผ่านมา  ไม่มีใครไม่รู้จักน้อยบ่อนักที่จะไม่มีมันแหวกว่าย  คำว่า ฮิการิโมโนรู้จักกันแล้วว่าแปลว่าอะไร  เติมมูจิเข้าไปอีกคำเดียวได้ปลาคาร์พขึ้นมาอีกหนึ่งประเภทในบันดล  “มูจิ” แปลว่าสีเดียวหรือสีพื้น  ฮิการิ+มูจิ+โมโน  จึงหมายถึงปลาคาร์พผิวมันเงาสีเดียวทั้งตัวว่ากันว่าฮิการิมูจิโมโนเป็นปลาที่ถือกำเนิดก่อนเพื่อนในบรรดาฮิการิโมโนทั้งสาม  การกำเนิดของมันมีขั้นตอนสลับซับซ้อนพอควร   แต่เมื่อกำเนิดมาก็ได้รับความนิยมล้นหลาม  ถูกขึ้นบัญชีเป็นปลาคาร์พประเภทใหม่ทันที  ทั้งที่จริงจะว่าไปแล้วปลาคาร์พที่มีสีเดียวทั้งตัวก็หาใช่มีแต่มัน  แต่เรตติ้งของผู้เลี้ยงกับเทให้มันซะจนปลาสีเดียวอื่นชิดซ้ายตกขอบไปเลยฮิการิมูจิ ที่ได้รับความนิยมจากนักเลี้ยงบ้านเรามีอยู่สองสามชนิด ที่จริงมันมีโทนสีที่แตกต่างกันไปเล็กๆน้อยๆ มากกว่านี้   แต่ขอรวบรัดตัดความเอาเฉพาะที่ได้รับความนิยมมาแนะนำให้มือใหม่ได้รู้จักเท่านั้น  นอกเหนือจากนี้ที่ได้รับความนิยมไม่มากนัก  คงต้องหาดูกันเองแล้วหละครับ   เรามาทำความรู้จักกับฮิการิมูจิชนิดแรกดีกว่าโอกอน ขวัญใจตลอดกาลของนักเลี้ยงปลาคาร์พผู้ชื่นชอบปลาสีเดียว  เริ่มแรกเลี้ยงเชื่อว่าคงรู้จักโคฮากุเป็นอันดับแรก  โอกอนน่าจะถูกซื้อไปประดับบ่อเป็นอันดับถัดๆ มา  ถ้าหากมีการโหวตขวัญใจนักเลี้ยงแบบรายการอาคาเดมีแฟนตาเซีย   ฟันธงว่าโอกอนต้องได้รับคะแนนจากบรรดาอาซิ้ม,อาซ้อ,อาเฮีย,อากู๋  อย่างท่วมท้นถล่มทลาย   ด้วยความที่เป็นปลาสีทองเหลืองร่ามเงางาม ซิ้ม,ซ้อหลายท่านที่ผมรู้จักเลี้ยงปลาคาร์พอยู่ด้วยกันให้เหตุผลว่า  ที่เจาะจงเลี้ยงโอกอนเป็นพิเศษอย่างขาดไม่ได้   เพราะสีเหลืองของมันเงาประดุจทองคำซึ่งเป็นเป็นอะไรที่ถูกโฉลกกับคนจีนซินแสผู้ชำนาญในการดู ฮวงซุ้ย เอ๊ย! ฮวงจุ้ย อีแนะนำว่าเลี้ยงแล้วจะเฮงๆๆ ร่ำรวยโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา   เลี้ยงแล้วจะช่วยเสริมบารมีให้กับเจ้าของอย่างมาก   ดีไม่ดีอายุอาจยืนยาวเป็นหมื่นปี  โดยไม่ต้องไปแย่งชิงกินบัวหิมะกับเหล่าจอมยุทธ์ให้เมื่อยตุ้ม  จริงเท็จประการใดโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน“โอกอน” คำนี้ยุ่นบอกมาว่า  มีความหมายเกี่ยวกับทองคำ  ถ้าอย่างนั้นผมขอเลี่ยงบาลีใช้คำว่าปลาสีทองแทนคำว่าปลาสีเหลืองดีกว่านะครับ  เพื่อให้ตรงกับชื่อที่ยุ่นเจ้าตำรับเรียก  อีกอย่างเพิ่งนึกได้ว่าคำว่าสีเหลืองมันอาจจะดูกว้างไป  บางสิ่งบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์จะออกนามก็ดันมีสีเหลืองเหมือนกัน แหวะ.. รู้นะครับว่าผมหมายถึงอะไร   เกรงว่าใครดันอุตริพาลไปนึกว่าปลาที่มีสีเหลืองประดุจดัง… เจ้านั่นเข้าละดูไม่จืดเชียวนะโยม!ในบันทึกกล่าวว่าโอกอนตัวแรกถือกำเนิดเมื่อราวๆ ปี 1946 เป็นปลารุ่นหลานรุ่นเหลนเมื่อเทียบกับโคฮากุ  ผู้ที่ทำการเพาะพันธุ์โอกอนสำเร็จเป็นรายแรก คือสองพ่อลูกตระกูลอะโอกิ ซาวาตะกับฮิเดโยชิ แห่งหมู่บ้านทาเกะซาว่า,ยามาโกชิ,โอจิยะ  ปลาที่สองพ่อลูกนำมาเพาะในชั้นต้นเป็นปลาสีทองที่หาได้จากแม่น้ำธรรมชาติบางคนแย้งว่า  อ้าว..ในเมื่อมีตามแน่น้ำก็ไปเหวี่ยงแหลงอวนจับเอาสิมาเพาะเองให้เสียเวลาทำไม  ไม่ใช่อย่างนั้นฟังให้จบก่อน  ปลาที่มีสีทองที่ว่ามันไม่ได้สวยงามเหมือนในปัจจุบัน  เป็นเพียงแต่ที่สีทองแบบนิดหน่อยๆที่ลำตัว  ที่หัวยังมัวๆ กะดำกะด่าง   แถมยังมีจุดสีดำขึ้นอยู่ทั่วทั้งตัวอีกต่างหาก   เปรียบไปก็เป็นได้แค่ทองเก๊ใส่ไปเดี๋ยวลอกๆ ต้องคอบชุบอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่ทองแท้บาทละหมื่นกว่าใส่แล้วสะดุดตาขี้ยามิจฉาชีพที่สุด ระวังเน้อ..สมัยนี้อันตรายรอบตัว  ทางที่ดีถอดเก็บซะหรือไม่ก็เอามาฝากผมไว้ก็ได้  ฮิ..ฮิ..อ่ะ..ออกไปไกลเลยตู   เข้าเรื่องต่อการพัฒนสายพันธุ์ในครั้งแรกๆ ใช่ว่าจะได้ปลาสีทองอร่ามทั้งตัวออกมาเลยนะ  ไม่หมูอย่างที่คิด  แต่มันก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ละนิดละหน่อย   มีบางส่วนกลายเป็นสีขาว,เทาเงินออกมาด้วย  เป็นปลาจำพวกคิน-กิน คาบูโตะ  ปลาที่มีสีเทาคล้ำที่บริเวณหัว  คิน-กินโบะ  สองอย่างหลังนี้เป็นปลาที่บริเวณหลังยังไม่ดีพอยังมีสีคล้ำปนเปื้อนอยู่   สุดท้ายโอกอนที่มีสีเหลืองทองทั้งตัวก็ได้ถือกำเนิดจากการนำเอา ชิโร่ฟูจิ ปลาสีขาวที่มีสีเงินที่หัวตัวเมียมาผสมกับปลาตัวผู้ คิน-กินโบะ,คิน-กินคาบูโตะ   ในบันทึกยังบอกไว้ว่าในครั้งนี้ประสบความสำเร็จแต่ก็ได้โอกอนที่สมบูรณ์แบบเพียงแค่สองตัวเท่านั้นจากวันนั้นถึงวันนี้  โอกอนสีทองสองตัวได้ขยายแพร่พันธุ์ให้กำเนิดปลาที่มีสีเหลืองทอง  ทั้งเหลืองอ่อนเหลืองนวล ขาวอมเหลือง  แตกต่างกันไปท้ายสุดของการพัฒนสายพันธุ์โอกอนเมื่อปี 1957  นายมัตสะโอกะได้พัฒนาโอกอนให้มีสีเหลืองทองเข้มจัดเงางามกว่าเดิมได้สำเร็จป็นโทนสีอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้   ชื่อของโอกอนโทนสีนี้คือ “ยามาบูกิโอกอน” แต่นักเลี้ยงบ้านเรายังนิยมเรียกมันสั้นๆ ว่าโอกอนเหมือนเดิม ฉะนั้นมือใหม่หัดขับโปรดจำไว้นะครับว่าเป็นปลาชนิดเดียวกัน   เพียงแต่ว่าคำว่าโอกอนยังคอบคลุมไปถึงปลาที่เป็นปลาผิวมันเงาในกลุ่มฮิการิทั้งหมดด้วยแพลตทินั่มโอกอน หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า แพลตทินั่มหมายถึงปลาฮิการิมูจิที่มี สีทองคำขาว  ว่ากันอย่างนี้เลยแหละ  และมันก็ขาวมันเงาดุจดังทองคำขาวจริงซะด้วย เป็นปลาขวัญใจ ซิ้ม-ซ้อ-เฮีย-กู๋ เหมือนกับโอกอนเลี้ยงให้ครบสูตรสีทองทองสีเงิน เลี้ยงแล้วเงินทองไหลไปเทมาว่างั้นเถอะหากมีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือเลือกซื้อปลากับคนญี่ปุ่น  ถ้าได้ยินเขาพูดถึงคำว่า “ฮิกกิน” โปรดจงรู้ว่าเขากำลังพูดถึงเจ้า แพลตทินนั่มนี่แหละ  หรือถ้าได้ยินคำว่า “ฮากุโชกุ” ก็หมายถึงแพลตทินั่มอีกเหมือนกัน “ชิโร่โอกอน” ก็ด้วยเจ้านี่มันมีหลายชื่อ  แพลตทินั่มถือกำเนิดเอาเมื่อปี 1963 ห่างจาก โอกอนหลายปีอยู่ ผู้ที่เพาะได้สำเร็จคือนายทาดาโอะ โยชิโอกะ แห่งเมืองอูซู โดยขั้นต้นนำเอาคิกอย ผสมกับนิซูโอกอน แล้วนำมาพัฒนาจนได้แพลตทินั่มที่สมบูรณ์แบบออเรนท์ โอกอน ตัวนี้นิยมเรียกชื่อเป็นภาษาฝรั่งเหมือนกัน  เป็นโอกอนที่มีสีส้มทอง  ออเร้นท์โอกอนที่ดีถูกเพาะพันธุ์ในราวๆ ปี 1953-1956 เกิดหลังยามาบูกิไม่กี่ปี  จัดเป็นปลาหายากหาเย็น  อ่ะ..จะว่าหายากก็ไม่เชิงต้องบอกว่าออเร้นท์โอกอนที่สวยจริงๆ  หายากกว่ายามาบูกิ,แพลตทินั่มถึงจะถูก  สองชนิดแรกจัดเป็นปลาตลาดที่มีการผลิตออกมาจำหน่ายตลอดไม่มีขาดแคลนเคยสังเกตเอาเองนะว่าตั้งแต่ไหนแต่ไรที่มีการนำเข้าปลาคาร์พจากญี่ปุ่นมาเป็นล็อต  ฮิการิมูจิที่เห็นหน้าค่าตามากกว่าเขาเพื่อนก็คือยามาบูกิ  ทองอร่ามมากันเป็นฝูง  แทรกแซมมาด้วยทองคำขาวแพลตทินั่มพองามออเร้นท์น้อยสุดมาแบบกะปริบกะปอย  แต่สมัยนี้หาได้ไม่ยากเพียงแต่จะสวยตามคำนิยามของออเร้นท์โอกอนแท้ๆ หรือปล่าวเป็นอีกเรื่องนึงมาถึงตรงนี้คงต้องขอสรุปว่าปลาในกลุ่มฮิการิมูจิ มีอยู่สามชนิดนี้เท่านั้นที่เป็นที่นิยมชมชอบของนักเลี้ยงส่วนใหญ่   ส่วนชนิดอื่นที่เหลือผมขอ เออ..ออ ห่อหมกว่าไม่ค่อยมีใครชอบ  จึงขอเอาแต่ชื่อมาให้รู้จักก็แล้วกันซึ่งก็มี กินมัตจึบะ หมายถึงโอกอนสีทองคำขาวที่มีสีดำในร่องเกล็ด   คินมัตจึบะหมายถึงโอกอนสีทองที่มีสีดำในร่องเกล็ด ถือกำเนิดเมื่อปี 1960 โดยนายมาโนะ อิซาบูโร่ โดยนำเอาปลามัตจึบะ (ปลาสีเดียวที่มีสีดำในร่องเกล็ด) มาผสมกับโอกอน อย่าสงสัยว่าในเมื่อมีสีดำปนอยู่ด้วย จะเอามารวมกลุ่มกับฮิการิมูจิที่แปลว่าปลาสีเดียวได้ยังไง คือเขาเอาสีพื้นเป็นหลัก สีดำมันแค่เหลื่อมในร่องเกล็ดเท่านั้นไม่ได้เป็นลวดลายแพทเทินส์  มองดูแล้วก็ยังเป็นปลาสีเดียวอยู่วันยังค่ำ  นสึโอกอนหมายถึงโอกอนที่มีสีเทาเงิน ฮิโอกอนกอน เป็นโอกอนที่มีสีใกล้เคียงกับออเร้นท์โอกอนแต่จะมีสีแดงกว่า มิซูโฮะโอกอนหมายถึงโอกอนที่มีเกล็ดที่บริเวณหลังเป็นสีดำ คูโระโอกอนหมายถึงโอกอนที่มีสีดำ จบแล้วจ้า.
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.